บริษัทเมจิกสกิน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาหารเสริม เมจิกสกิน

เผยเส้นทางทลาย “เมจิก สกิน” เฝ้าระวังเชิงรุกจนสำเร็จ ส่งให้ตำรวจขยายผลจับกุม

Home / ข่าวทั่วไป / เผยเส้นทางทลาย “เมจิก สกิน” เฝ้าระวังเชิงรุกจนสำเร็จ ส่งให้ตำรวจขยายผลจับกุม
อย.เผยเส้นทางทลายเมจิก สกิน เริ่มจากระบบเฝ้าระวังเชิงรุกจนสำเร็จส่งให้ตำรวจขยายผลจับกุม เป็นปรากฏการณ์ตัวอย่างให้ผู้ทำผิดพึงระวัง และผู้บริโภคต้องตรวจสอบ อย่าหลงเชื่อแค่การรีวิวสินค้า 

วานนี้ (30 เมษายน 2561) นพ. วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และคณะ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า จากกรณีที่มีการทลายเครือข่ายของบริษัท เมจิก สกิน จำกัด สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอชี้แจงว่าได้มีการเฝ้าระวังกรณีที่เกิดขึ้นนี้มาตั้งแต่ต้น โดยผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาในเครือของบริษัทได้มาจดแจ้งกับ อย. ในปี 2560

ซึ่ง อย. ได้มีการสุ่มตรวจสอบผลิตภัณฑ์และเฝ้าระวังเชิงรุกการโฆษณาในโลกโซเชียลมาโดยตลอด จนตรวจพบความผิดปกติที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 จึงได้ประสานสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรวจสอบสถานที่ผลิตที่เกี่ยวข้องกับบริษัท และได้ร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก. ปคบ.) เข้าตรวจค้นสถานที่ผลิต 2 แห่ง บุกทลายโกดังอีก 2 แห่งในจังหวัดนครราชสีมา

ซึ่งได้มีการแถลงข่าวให้ประชาชนทราบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 และทางบริษัทก็ให้การรับสารภาพว่าไม่ได้ผลิตตามที่จดแจ้ง อย. จึงมีคำสั่งเพิกถอนใบรับแจ้งและเรียกคืนเครื่องสาอาง รวม 266 รายการ และประกาศให้ประชาชนทราบไปแล้วในเดือนมีนาคม 2561

จากนั้นในเดือนเมษายน 2561 อย. ยังได้มีคำสั่งแจ้งให้สถานประกอบการผลิตอาหารของบริษัทที่จังหวัดนครราชสีมางดการผลิต และรวบรวมข้อมูลส่งให้ตำรวจขยายผลดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งร่วมกันตรวจสถานที่ผลิตที่เกี่ยวข้อง คือ บริษัท พีโอเอส คอสเมติก ไทยแลนด์ จำกัด ที่สมุทรสาครและนนทบุรีอีกด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาเพิกถอนเลขจดแจ้ง ทั้งนี้ อย. ขอยืนยันว่ามีการจัดการกับผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด

จากกรณีที่เกิดขึ้นนี้เป็นปรากฏการณ์ที่แสดงถึงโทษที่ผู้กระทำผิดกฎหมายจะได้รับอย่างชัดเจน จึงขอให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายและความปลอดภัยของผู้บริโภค ในส่วนของผู้บริโภคขอให้ตื่นตัวในการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ อย่าหลงเชื่อเพียงเพราะมีดารานักแสดงหรือเน็ตไอดอลมากล่าวชวนเชิญ

หลังจากนี้ อย. จะเพิ่มมาตรการเพื่อประกันคุณภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยการปรับเชิงระบบ เนื่องจากพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 กำหนดให้ผู้ประสงค์จะผลิตเครื่องสำอางเพื่อขายต้องจดแจ้งก่อน เมื่อ อย.รับแจ้งแล้ว จึงจะผลิตเครื่องสำอาง ณ สถานที่ที่แจ้งไว้

ทั้งนี้ สถานที่ผลิตต้องสะอาด ถูกสุขลักษณะตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดด้วย ซึ่งเป็นการดูแลตนเอง ไม่ถึงขั้นขออนุญาตสถานที่ผลิต จะมีผลใช้บังคับในเดือนมิถุนายน 2561 และหากผู้ประกอบการรายใดฝ่าฝืนกฎหมายนี้ จะถูกเพิกถอนใบรับจดแจ้ง และมีโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท เกณฑ์ที่เพิ่มเติมใหม่นี้มิได้กระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจเครื่องสาอางแต่อย่างใด เพราะเป็นมาตรฐานเบื้องต้นที่สถานที่ผลิตควรจะมีอยู่แล้ว

รวมทั้ง อย. จะร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศออกตรวจสถานที่ผลิตเครื่องสำอาง ว่ามีการผลิตตรงตามที่ได้จดแจ้งไว้หรือไม่ โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนหลังจากประกาศฯ มีผลบังคับใช้

นอกจากนี้ อย. มีมาตรการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนให้ประชาชนและเครือข่ายออนไลน์ เว็บเพจต่าง ๆ ได้เข้ามาร่วมกับ อย. ในการช่วยสอดส่องผลิตภัณฑ์สุขภาพบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยสามารถแจ้งข้อมูลผ่านสายด่วน อย. 1556 , อีเมล์ 1556@fda.moph.go.th , Line : FDAthai , ORYOR Smart Application, เว็บไซต์ www.oryor.com และสามารถติดต่อด้วยตนเองที่ อย. หรือสานักงานสาธารณสุขจังหวัด

เพื่อให้การสกัดกั้นผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายครอบคลุมทั่วถึงทุกพื้นที่ รวมทั้งหากมูลนิธิหรือเครือข่ายใดมีโครงการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ดี น่าสนใจ เห็นผลเป็นรูปธรรม สามารถส่งโครงการเข้ามาให้ อย. พิจารณา โดย อย. จะจัดสรรงบให้ดำเนินการอีกด้วย

นพ. วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อย. ได้หารือกับผู้แทนของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งมีข้อเสนอให้ อย. ดาเนินมาตรการเข้มงวดในการคุ้มครองผู้บริโภค เพิ่มโทษตามกฎหมาย ยกเลิกระบบ e-Submission และทบทวนระบบการอนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งจะได้มีการหารือร่วมกันเพื่อหามาตรการที่เหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ ในส่วนของการยื่นขออนุญาตเครื่องสำอางผ่านระบบ e-Submission ที่ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคออกมาเรียกร้องให้ยกเลิก เพื่อลดปัญหาเครื่องสำอางผิดกฎหมายนั้น อย.ขอชี้แจงว่าการยื่นขออนุญาตเครื่องสำอางมีทั้งการยื่นคำขอเป็นเอกสาร และยื่นผ่านเครือข่ายออนไลน์

ซึ่ง อย. เคยพัฒนาระบบ Auto e-Submission เพื่อให้ระบบสามารถประมวลผลและออกใบรับจดแจ้งได้ทันที แต่ อย. ก็มีการตรวจสอบอยู่ตลอด เมื่อพบว่าใบรับจดแจ้งที่ออกโดยระบบไม่ถูกต้อง เช่น มีคำไม่สุภาพ หรือคำที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด เป็นส่วนหนึ่งของชื่อเครื่องสำอาง วิธีใช้ผลิตภัณฑ์ไม่สอดคล้องกับความเป็นเครื่องสาอาง จึงได้มีการยกเลิกใบรับแจ้งเหล่านั้นแล้ว รวมทั้งยกเลิกการรับจดแจ้งโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560

โดยปัจจุบันเจ้าหน้าที่จะพิจารณาก่อนรับจดแจ้งทุกคำขอ เพื่อให้คำที่ใช้เป็นชื่อเครื่องสำอางเป็นคำสุภาพ ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด วิธีใช้และสูตรส่วนประกอบสอดคล้องสัมพันธ์กันและเป็นไปตามกฎหมายเครื่องสำอาง สกัดกั้นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น ยาที่ลักลอบมา จดแจ้งเป็นเครื่องสำอาง โดยใช้เวลาไม่เกิน 3 วันทำการ ดังนั้น ขณะนี้ระบบ e-Submission จึงเป็นเพียงช่องทางการยื่นคำขอและประเมินผลเบื้องต้นเท่านั้น

สำหรับกรณีอาหารก็เช่นเดียวกัน ไม่มีระบบ Auto e-Submission อยู่แล้ว ผู้ผลิตต้องมีการขออนุญาตสถานที่ก่อนจึงขออนุญาตขึ้นทะเบียนอาหารได้ ซึ่ง อย. มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ในด้านโฆษณาก็ต้องขออนุญาตก่อนเช่นเดียวกัน โดยจะมีการให้เลข ฆอ. ซึ่งผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ กรณีของดารานักแสดง พรีเซนเตอร์ เน็ตไอดอล ครู ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุข หรือผู้ใด หากมีการบรรยายสรรพคุณเกินจริง ต้องถูกดำเนินคดีได้รับโทษสูงสุด

เลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า การตรวจเลขที่อนุญาตจาก อย. ยังคงเป็นวิธีเบื้องต้นที่ขอแนะนำให้ผู้บริโภคให้ความใส่ใจก่อนเลือกซื้อ เลือกใช้ ผลิตภัณฑ์สุขภาพใด ๆ โดยสามารถตรวจสอบได้ทางสายด่วน อย. 1556, เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th, www.oryor.com, Line : FDAthai และ Oryor Smart Application เพื่อตรวจสอบว่ามีการขึ้นทะเบียนถูกต้องหรือไม่

ซึ่งจะต้องเป็นข้อมูลที่ตรงกันทั้งชื่อที่อยู่ผู้ผลิต ชื่อผลิตภัณฑ์ และเลขที่อนุญาต เพื่อป้องกันการสวมเลข อย. ปลอม ที่สำคัญ หากผู้บริโภคพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่โอ้อวดเกินจริง เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอ้างลดความอ้วน ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอ้างทาให้ผิวขาวภายใน 3 วัน 7 วัน ขอให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อย่าซื้อมาบริโภคเด็ดขาด