เตือน! ภาคเหนือรับมือพายุ น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 4-12 มิ.ย.นี้

Home / ข่าวทั่วไป / เตือน! ภาคเหนือรับมือพายุ น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 4-12 มิ.ย.นี้
รองผู้ว่าฯ พะเยา เตือนประชาชนภาคเหนือรับมือพายุ น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 4-12 มิ.ย.นี้

วันนี้(4 มิ.ย. 61) ว่าที่ร้อยตรี ณรงค์ โรจนโสทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า ด้วยกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางได้ติดตามสภาวะอากาศและปริมาณฝนสะสม ปริมาณน้ำกักเก็บ และพิจารณาปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เชิงพื้นที่ จากข้อมูลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาฉบับที่ 4 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2551 พบว่าในช่วงระหว่างวันที่ 4 – 12 มิถุนายน 2561 อิทธิพลจากพายุดีเปรสชั่นบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน

ภาคใต้และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้บริเวณภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคกลางและภาคใต้มีฝนตกและตกหนักบางพื้นที่ที่มีปริมาณฝนสะสมอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ซึ่งจังหวัดที่อาจจะได้รับผลกระทบต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อุทกภัยด้วยภาคเหนือ ประกอบด้วย 17 จังหวัดได้แก่แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง น่าน แพร่ ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลกเพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุทัยธานี

รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา กล่าวว่า เพื่อเป็นการแจ้งเตือนภัยประชาชน และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัย จังหวัดพะเยา ได้หนังสือด่วนที่สุด ถึงนายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ให้มีการแจ้งให้ประชาชน ในพื้นที่ให้ติดตามข่าวสาร สภาพน้ำ สภาพอากาศ เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ และปฏิบัติตามคำแนะนำจากทางราชการอย่างใกล้ชิด

หากในพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่อง อาจทำให้ปริมาณน้ำสะสม ทำให้เกิดสภาวะอุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำเอ่อล้นตลิ่ง และสภาวะคลื่นลมแรง ให้ฝ่ายปกครองในพื้นที่ ให้ความช่วยเหลือดูแลปฏิบัติตน และครอบครัว ให้อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แขวงทางหลวงพะเยา แขวงทางหลวงชนบทจังหวัดโครงการชลประทาน มทบ.34 อาสาสมัคร องค์กรการกุศล บูรณะการ และประสานงานการเตรียมพร้อมทรัพยากรบุคคลเครื่องจักรกล และแผนปฏิบัติ แผนเผชิญเหตุ

รวมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ให้มีความพร้อมปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยตลอด 24 ชั่วโมง ในช่วงระหว่างวันที่ 4 – 12 มิถุนายนนี้อย่างเข้มข้น เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อชีวิต และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่