คลอร์ไพริฟอส พาราควอต สารพิษ เครือข่ายแบนสารพิษ

กลุ่มเครือข่ายแบนสารพิษ ร้องนายกฯ ยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส

Home / ข่าวทั่วไป / กลุ่มเครือข่ายแบนสารพิษ ร้องนายกฯ ยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส
กลุ่มเครือข่ายแบนสารพิษ ร้องนายกฯ ยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส

วันนี้(5 มิ.ย. 61) ที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทําเนียบรัฐบาล กลุ่มเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรงจากทั่วประเทศ จำนวนกว่า 100 คน นำโดย น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานจากเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ จากมูลนิธิชีววิถี, น.ส.บุญยืน ศิริธรรม จากสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค,

นายสุรชัย ตรงนาม จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และ น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือ FTA Watch ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนมติและกระบวนการพิจารณาเพื่อยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส โดยทางเครื่องข่ายเรียกร้องขอยื่นหนังสือโดยตรงต่อนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เท่านั้น

หลังเจรจาอยู่พักใหญ่ในที่สุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เดินทางมารับหนังสือด้วยตนเอง ขณะที่เครือข่ายฯได้อ่านแถลงการณ์ ระบุว่าตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีการประชุมครั้งที่ 30-1/2561 พิจารณาการควบคุมวัตถุอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 และมีมติไม่ยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด

โดยให้เหตุผลว่าข้อมูลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่เพียงพอ ซึ่งขัดแย้งกับผลการพิจารณาของคณะกรรมการหลายชุดก่อนหน้านี้ รวมทั้งความเห็นของประชาคมวิชาการและมติของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ในการนี้เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง

เครือข่ายภาคประชาชน 686 องค์กร ที่ได้ติดตามสถานการณ์เรื่องนี้และสนับสนุนมติของกระทรวงสาธารณสุข มีข้อสังเกตต่อกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายและการทำงานของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตราย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ดังนี้

1.ในขณะที่กรมวิชาการเกษตรขอปรึกษาคณะกรรมการวัตถุอันตรายในประเด็นผลกระทบต่อสุขภาพ เพื่อควบคุมสารทั้ง 3 ชนิด แต่การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายฯ กลับเลือกตัวแทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และอดีตข้าราชการกระทรวงเกษตรฯถึง 4 คน และอีก 4 คนเลือกจากผู้ที่แสดงจุดยืนสนับสนุนกระทรวงเกษตรฯ จากคณะกรรมการที่มีจำนวน 12 คน ซึ่งล้วนแต่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านผลกระทบต่อสุขภาพ

2.อนุกรรมการเฉพาะกิจฯดังกล่าวใช้ข้อมูลเก่าล้าสมัย เพื่อโน้มน้าวให้มีการใช้สารพิษร้ายแรงดังกล่าวต่อไป โดยเพิกเฉยต่อข้อมูลเชิงประจักษ์และรายงานใหม่ๆเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเครือข่ายนักวิชาการจากหลายสถาบัน เช่น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยนเรศวร ต้องจัดเวทีให้ข้อเท็จจริงทางวิชาการ

3.กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 มีกรรมการอย่างน้อย 3 คนมีส่วนได้เสียกับสมาคมค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แต่กลับไม่มีการแสดงการมีส่วนได้เสียและไม่มีการสละสิทธิ์ลงคะแนน ซึ่งอาจขัด พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 12 วรรค 2

ทั้งนี้ ทางเครือข่ายฯ เรียกร้องขออำนาจนายกรัฐมนตรี พิจารณายกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า รัฐบาลคำนึงถึงสุขภาพของประชาชน ทางนายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้ตนออกมารับหนังสือ แต่ทั้งนี้การอนุญาตให้ใช้ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เป็นอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ จะรับเป็นเจ้าภาพตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาเพื่อให้เครือข่ายฯเสนอข้อมูลใหม่เพื่อนำไปยื่นต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาทบทวนใหม่ตามขั้นตอน

ส่วนข้อสังเกตุจากทางเครือข่ายฯที่ว่ามีตัวแทนคณะกรรมการวัตถุอันตราย รวมถึงเจ้าหน้าที่ในกรมวิชาการเกษตร มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัทเอกชนที่ใช้สารพาราควอตนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่าขอให้แจ้งรายชื่อและหลักฐานมา หากเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรตนจะจัดการให้ทันที