ข่าวจังหวัดชลบุรี ข่าวสดวันนี้ แย่งลูก

เคลียร์ชัด! กรณีคลิปดังตำรวจจับพ่อลูกสองคาโรงเรียน ต่อหน้าครูและเด็กนักเรียน

Home / ข่าวทั่วไป / เคลียร์ชัด! กรณีคลิปดังตำรวจจับพ่อลูกสองคาโรงเรียน ต่อหน้าครูและเด็กนักเรียน

เคลียร์!!! กรณีคลิปดังตำรวจจับพ่อลูกสองคาโรงเรียน ต่อหน้าครูและเด็กนักเรียนจนสังคมในโลกโซเชียลตั้งคำถามการกระทำของเจ้าหน้าที่เกินกว่าเหตุหรือไม่ อีกทั้งตั้งข้อสงสัยอดีตภรรยาร้องเรียนทหารว่าฝ่ายชายค้ายาบ้า

กรณีมีผู้โพสต์คลิปวีดีโอความยาวประมาณ 4 นาทีซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ขณะเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจบุกจับชายคนหนึ่งภายในโรงเรียนเมืองพัทยา 6 เมืองพัทยาจังหวัดชลบุรีพร้อมกับข้อความระบุ ในทำนองว่าชายคนดังกล่าวมีปัญหากับอดีตภรรยา จนเกิดการหย่าร้างและฟ้องร้องสิทธิ์ในการดูแลลูกจำนวน 2 คน

และเหตุการณ์ในวันนั้น ก็มีอดีตภรรยาและญาติรวมอยู่ด้วย หลังจากคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปทำให้มี คนในโลกโซเชียลเข้ามา แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา ซึ่งส่วนใหญ่ ตั้งคำถามว่าเจ้าหน้าที่กระทำการเกินกว่าเหตุหรือไม่ อีกทั้งหลายคนก็ยังสงสัย ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่

เกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อช่วงค่ำวันที่ 8 สิงหาคม 2561นายธารา เวลาแจ้ง อายุ 35 ปี ซึ่งอยู่ในสภาพใบหน้าบวมปูดตาเขียวช้ำ เดินทางมาที่สถานีตำรวจภูธรบางละมุง พร้อมกับทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.จักร์ทิพย์ พาราพันธสกุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางละมุง และพันตำรวจโท ดรัณภพ สระทองอยู่ รอง ผกก.ป. เพื่อแจ้งความเอาผิดกับอดีตภรรยาและบิดารวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง

โดยนายธาดาเปิดเผยว่า ไม่ได้ติตใจในการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด เพียงแต่สงสัยว่า ตอนนั้นทำไมไม่มีใครช่วยลูกของตนไว้ ในขณะที่ อดีตภรรยา คือนางสาวปวิตา พงษ์พันธ์ อุ้มไปโดยที่เด็กไม่เต็มใจ ซึ่งเรื่องนี้ตอนกลับตำรวจได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจกันแล้ว แต่ที่มาโรงพักในครั้งนี้เพื่อแจ้งความเอาผิดบิดาของอดีตภรรยา พร้อมผู้เกี่ยวข้องผู้ที่ลงมือทำร้ายร่างกายตน จนได้รับบาดเจ็บรวมถึงอดีตภรรยาที่ไปร้องเรียน

และให้ข้อมูลเท็จกับทหารว่าตนค้ายาเสพติด จนเป็นสาเหตุของเรื่องนี้ ตนยอมรับว่าในอดีตเมื่อ อายุประมาณ 17-18 ปี เคยมีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ตอนนี้ตนอายุ 35 ปีแล้วและมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรถึง 2 คน ตนจะไปทำตัวเหมือนในอดีตได้อย่างไร ต้นขอยืนยันว่าปัจจุบันตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้แล้วและตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินอย่างสุจริต มาโดยตลอด

ในอดีตหลังจากหย่าร้างกับภรรยา ก็ได้มีการพูดคุยทำข้อตกลงเกี่ยวกับการดูแลบุตร ซึ่งศาลได้ทำสัญญาประนีประนอม โดยระบุว่าให้มีการดูแลบุตรร่วมกัน แต่ฝ่ายสามีจะต้องชำระค่าเล่าเรียนทั้งหมด ตนจึงนำลูกมาเลี้ยงเอง ที่ผ่านมาอดีตภรรยาเคยพาทั้งตำรวจและทหาร บุกมาแย่งชิงเอาตัวจะเอาตัวลูก ไปอยู่ในความครอบครองแล้วหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง แต่โชคดีที่ครูในโรงเรียนโทรศัพท์บอก ตนจึงรีบไปที่โรงเรียน และไม่ยินยอมให้นำลูกไป ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ไม่มีอะไรรุนแรง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตนต้องไปรับประทานอาหารกลางวันกับลูกทุกวัน เพราะกลัวว่า อดีตภรรยาจะมาโกหกครูในโรงเรียนแล้วนำลูกไป

“ตนเองรักลูกทั้งสองคนมากและเชื่อว่าอดีตภรรยาก็รักลูกเช่นกัน แต่ก็น่าจะมีเหตุผลมากกว่านี้ ไม่น่าจะ ใช้วิธีการนี้เพื่อที่จะนำลูกไป โดยส่วนตัวก็รู้สึกสงสัย เพราะทุกครั้งที่ภรรยา จะมาเอาลูกมักจะพาเจ้าหน้าที่ มาด้วยทุกครั้ง แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ มาคราวนี้ ทำถึงขั้นโกหกเจ้าหน้าที่ ด้วยการร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมอำเภอบางละมุง ว่าตนเป็นพ่อค้ายาบ้า ตนคิดว่ามันเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม ทางออกที่ดีของเรื่องนี้ คือ ทั้งสองฝ่ายต้องมาพูดคุยกัน ซึ่งต้นก็พร้อมที่จะเจรจา และเชื่อว่าอดีตภรรยาก็รักลูกไม่ต่างไปจากตน

ด้านตำรวจเปิดเผยว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้มีประชาชนและคนในโลกโซเชียลเข้าใจผิด ว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกินกว่าเหตุ จริงๆ แล้วในวันนั้นหลังจากทหารมาขอกำลังเสริมจึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ใช่ไปจับกุมใครทั้งสิ้น แต่ถ้า เหมือนกับว่าที่ออกมาดูเหมือนว่า ตำรวจใช้ความรุนแรง ความจริงแล้วเหตุการณ์คือตำรวจเข้าไปห้ามปราม หลังจากที่ญาติฝ่ายหญิงได้เข้าไปทำร้ายร่างกายนายธารา และควบคุมตัวนายธาราไว้เพราะเจ้าตัว กำลังขาดสติ ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้มีการดำเนินคดีเลยได้เพราะยังไม่ได้รับการประสานจากทหารที่มาขอกำลังเสริมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร คงต้องให้ฝ่ายทหารเป็น ผู้ชี้แจงเอง

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอบางละมุงซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 2 ของที่ว่าการอำเภอบางละมุง และได้สอบถาม เจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ และได้รับการเปิดเผยว่า กรณีนี้เบื้องต้น ทางศูนย์ดำรงธรรม ไม่ได้รับการร้องเรียน เป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด คงต้องไปถาม เจ้าหน้าที่ทหารเพราะอาจมีการร้องเรียนด้วยวาจาโดยตรงไปที่ทหารก็เป็นได้แต่ในส่วนของศูนย์ดำรงธรรมเองยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่มีประชาชนร้องเรียนเข้ามาที่ศูนย์ดำรงธรรมวิธีการดำเนินการของศูนย์ ก็ต้องมีการไต่สวนสืบหาข้อเท็จจริง ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ อยู่แล้ว