กรมชลประทาน ระบายน้ำ

กรมชลประทาน ชี้แจง การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนที่มีน้ำมาก

Home / ข่าวทั่วไป / กรมชลประทาน ชี้แจง การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนที่มีน้ำมาก

กรมชลประทานแจงการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนที่มีน้ำมาก พร้อมเผย การระบายน้ำในแต่ละครั้ง ได้ดำเนินการจัดส่งหนังสือแจ้งให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 

กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีมีการนำเสนอข่าวว่า “ปล่อย 50 เขื่อนน้ำเต็มเขื่อนตั้งแต่ต้นฤดูฝนได้อย่างไร? โดยมีการนำเสนอข้อมูลเขื่อนใหญ่ 5 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักในปริมาณมาก รวมทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดกลางประมาณ 50 แห่ง มีปริมาณน้ำเต็มและล้นแล้ว” นั้น

โดยทางด้าน ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2561 ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตลอดทั้งเดือน และยังได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “เซินติญ”(SON –TINH, 1809) ส่งผลให้ประเทศไทยในเดือนกรกฎาคมมีฝนตกหนาแน่นเกือบตลอดทั้งเดือน ทำให้มีปริมาณฝนรวมตลอดเดือนสูงกว่าค่าปกติ ยกเว้นภาคตะวันออกที่ฝนต่ำกว่าค่าปกติ โดยรวมทั้งประเทศฝนเฉลี่ยในเดือนกรกฎาคมสูงกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 23

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนวชิราลงกรณเป็นปริมาณมาก โดยในวันที่ 6 สิงหาคม 2561 เขื่อนวชิราลงกรณ มีปริมาณน้ำในเขื่อน 7,519 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) สามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 1,341 ล้าน ลบ.ม. ถึงจะเต็มความจุอ่างฯ และมีน้ำไหลเข้าเขื่อนในช่วงวันที่ 15 กรกฎาคม – 7 สิงหาคม 2561 รวมกว่า 2,653 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสูงสุดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2561 มากถึง 202.58 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ จากการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 มติที่ประชุมเห็นชอบในการทยอยปรับการระบายน้ำเพิ่มขึ้นในอัตราวันละ 3 ล้าน ลบ.ม. จากเดิมที่ระบาย 28 ล้าน ลบ.ม. เป็นเพิ่มเป็นวันละ 36 ล้าน ลบ.ม. ต่อจากนั้นจะคงอัตราต่อเนื่อง เพื่อลดระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม และจากการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2561 มติที่ประชุมเห็นชอบเพิ่มการระบายน้ำเป็นอัตราวันละ 43 ล้าน ลบ.ม. เป็นปริมาณที่เหมาะสมที่จะควบคุมระดับน้ำในเขื่อนและไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ซึ่งได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 13 ประสานความร่วมมือกับเขื่อนวชิราลงกรณ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำด้านท้ายเขื่อน อย่างใกล้ชิด รวมถึงรายงานสถานการณ์น้ำให้ทุกภาคส่วนทราบอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการระบายน้ำจากเขื่อนลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำได้คำนึงถึงปริมาณน้ำท่าตามธรรมชาติที่ไหลไปรวมด้วย โดยควบคุมให้มีปริมาณน้ำไหลอยู่เฉพาะในแม่น้ำหรือ ลำน้ำธรรมชาติเท่านั้น ทั้งนี้ หากเขื่อนวชิราลงกรณ ได้รับผลกระทบจากมรสุมกำลังแรง หรือพายุ ทำให้ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนมากกว่าที่คาดหมาย อาจจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำฉุกเฉิน ซึ่งมีขั้นตอนการปฏิบัติการตามคู่มือและได้รับความเห็นชอบจากคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการน้ำ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ให้น้อยที่สุด

สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ 35 แห่ง บริหารจัดการโดยกรมชลประทาน 25 แห่ง และกฟผ. 10 แห่ง ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2561 มีปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำรวม 49,281 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 ซึ่งมากกว่าปี 2560 จำนวน 4,678 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 360.43 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีก 21,645 ล้าน ลบ.ม.

ปัจจุบันมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีระดับเก็บกักสูงกว่าเกณฑ์ควบคุมน้ำสูงสุด 11 แห่ง คือ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนน้ำอูน เขื่อนน้ำพุง เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำปาว เขื่อนป่าศักดิ์ชลสิทธิ์ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนปราณบุรี

ซึ่งการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จะมีการระบายน้ำเพื่อลดระดับน้ำให้อยู่ในระดับเก็บกักอย่างเคร่งครัด โดยจะพิจารณาระบายน้ำไม่ให้ส่งผลกระทบหรือส่งผลกระทบน้อยที่สุดต่อพื้นที่ด้านท้ายน้ำ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำมากกว่าความจุของอ่างเก็บน้ำ รวมถึง อ่างเก็บน้ำที่มีพื้นที่รับน้ำฝนขนาดใหญ่ ที่เมื่อฝนตกหนักจะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำในปริมาณมากด้วย

สำหรับสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ในความรับผิดชอบของกรมชลประทานทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น412 แห่ง ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2561 มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำรวมกัน 3,209 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 62 ซึ่งมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 2560 จำนวน 293 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีก 1,929 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเกินความจุอ่างฯ 49 แห่ง

กรมชลประทาน ได้วางแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางไว้ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝนปี 2561 เป็นไปตามแผนการระบายน้ำของกรมชลประทาน ภายใต้การกำกับของคณะอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมสามารถรองรับปริมาณฝนในช่วงฤดูฝนได้ ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่คอยติดตามเฝ้าระวัง

รวมทั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำแต่ละจังหวัด ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ การระบายน้ำในแต่ละครั้งได้ดำเนินการจัดส่งหนังสือแจ้งให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และมีการประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ ให้ทราบล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมและป้องกันผลกระทบจากการระบายน้ำ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำวันที่ 17 สิงหาคม 2561 จากการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานตามมาตรการที่วางไว้ อ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเกินความจุอ่างฯ ลดลงเหลือ 11 แห่ง กรณีมีน้ำล้นสันอาคารระบายน้ำล้นหรือ Spillway เป็นการออกแบบมาเพื่อให้น้ำล้นออกไปได้ เป็นการป้องกันไม่ให้ล้นข้ามสันเขื่อน (Overtopping) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อนและอาคารประกอบ

ทั้งนี้ ในระหว่างการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้นจะมีการเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ และสภาพท้ายน้ำ ซึ่งกรมชลประทานมีการติดตาม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก เรารักชลประทาน