ข่าวภูมิภาค ฆ่ายกครัว ทำร้ายร่างกาย ยาเสพติด

เปิดใจครอบครัว 7 ชีวิตหนีตายข้ามจังหวัด

Home / ข่าวทั่วไป / เปิดใจครอบครัว 7 ชีวิตหนีตายข้ามจังหวัด

7 ชีวิต ชาว อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ที่หนีตายข้ามจังหวัด เปิดใจเหตุผลที่จำเป็นต้องหนีตาย ยืนยันถ้าผู้ก่อเหตุเข้ามอบตัวแล้วได้รับการประกันตัว หรือตำรวจจับกุมไม่ได้

จากกรณีที่ครอบครัว พ่อ แม่ ลูก และหลาน รวม 7 ชีวิต ประกอบด้วย คนแก่ 2 คน ,ผู้หญิง 2 คน และเด็กๆ อีก 3 คน นำโดยนายสำเร็จ กุลคง อายุ 79 ปี พ่อ และ นางกมลทิพย์ กุลคง ลูกสาว ซึ่งเป็นครอบครัวเกษตรกรและนักธุรกิจส่งออกส้มโอ “ทับทิมสยาม” รายใหญ่ ชาว อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ได้พาครอบครัวหลบหนีการติดตามไล่ล่าของนายวิรัตน์ สุขแสง อายุ 51 ปี ผู้เป็นลูกเขย และเป็นผู้กว้างขวางในจังหวัดนครศรีธรรมราช สาเหตุเพราะติดยาเสพติดและทำร้ายร่างกายคนในบ้าน และขู่ฆ่าทุกคนยกครัว

ซึ่งที่ผ่านมามักทำร้ายร่างกายภรรยา และขู่ฆ่าลูก และทุกคนมาโดยตลอดยาวนานประมาณ 5 – 6 ปี แล้ว แต่ทุกคนกลัว และไม่กล้าเปิดเผยความจริง จนสุดท้ายทนไม่ไหวทั้งหมดจึงพากันหนีออกจากบ้าน เพื่อเอาชีวิตรอดตั้งแต่วันเย็นวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา และเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ก็ตัดสินใจหนีข้ามจังหวัดมาที่จังหวัดตรัง

ทั้งนี้ ทั้งหมดได้รับการดูแลคุ้มครองอย่างปลอดภัยจากทางจังหวัดตรัง และทหาร โดยทั้ง 2 คน ยอมเปิดใจถึงสาเหตุที่ต้องตัดสินใจหนีตาย และก้าวข้ามความหวาดกลัวออกไปเผชิญความจริง และไปตายเอาดาบหน้า โดยนางกมลทิพย์ ได้เปิดให้ดูบาดแผลบริเวณลำคอ ที่เกิดจากการที่ถูกนายวิรัตน์ ผู้เป็นสามีทำร้ายร่างกายครั้งสุดท้ายก่อนที่พ่อจะตัดสินใจพาทุกคนหนีออกจากมาบ้าน

แม้เวลาจะผ่านมาประมาณ 10 วัน แล้ว แต่รอยยังคงดำคล้ำจากรอยถูกบีบคออย่างแรง และรอยมีดที่ถูกจิ้ม แม้จะผ่านมานานแล้ว แต่ยังคงเห็นชัดเจน ส่วนใบหน้าก็ยังมีร่อยบวมปูด จึงต้องใช้หน้ากากอนามัยปิดหน้าตลอด

นางกมลทิพย์ กล่าวเปิดใจบอกว่า มาอยู่ที่นี่ก็ได้ความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่ความรู้สึกจริงๆ ทุกคนอยากกลับบ้าน เพราะว่าเด็กๆ ไม่ได้ไปโรงเรียนมานาน 8 – 9 วัน ยังไม่ได้รับการติดต่อประสานใดๆ จากทางราชการในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีแต่นักข่าวนครศรีธรรมราชที่โทรศัพท์มาแจ้งว่า นายวิรัตน์ (สามี) จะเข้ามอบตัวในวันนี้ (24 ส.ค.61) ซึ่งทุกคนก็คิดว่า ถ้าเขาเข้ามอบตัว เขาจะต้องได้รับการประกันตัว

ซึ่งถ้าเรากลับไปบ้านทุกคนก็จะไม่รอดอยู่ดี สิ่งแรกที่จะขอหน่วยงานราชการที่ถ้าอยากจะให้พวกเราได้กลับไป คือ ขอให้มีการคัดค้านการประกันตัว และขอทราบข้อกล่าวหาด้วย เพราะวันแรกที่ตนเองไปแจ้งความนั้นแจ้งเฉพาะทำร้ายร่างกาย แต่หลังจากที่ ผู้กำกับการ สภ.ปากพนัง ไปเยี่ยม ก็พบว่าบริเวณลำคอตนเองเขียวช้ำลึก จึงบอกว่าถูกบีบคออย่างรุนแรง แต่ตนเองดิ้น เพราะหายใจไม่ออกจึงสะบัดตัวออกมาได้ และถูกมีดจี้ที่ลำคอ

ทางผู้กำกับจึงแนะนำว่าให้ไปให้ปากคำเพิ่มและทำสำนวนใหม่พร้อมหลักฐาน จะแจ้งข้อหา พยายามฆ่าด้วย ตนจึงไปให้ปากคำเพิ่ม แต่ขณะนี้ทราบว่า ทางตำรวจก็ไม่ได้ตั้งข้อหา พยายามฆ่ากับนายวิรัตน์แต่อย่างใด มีแต่ทำร้ายร่างกายอย่างเดียว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ตนเองและทุกคนในครอบครัวสงสัย

นอกจากนั้นเรียกร้องให้ทางราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จะต้องให้คำรับรองความปลอดภัยให้ทุกคนในครอบครัว สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เด็กๆ จะต้องได้ไปโรงเรียน นายวิรัตน์จะต้องไม่เข้าไปคุกคามลูกๆ หรือเอาตัวลูกๆเป็นตัวประกันเครื่องต่อรอง

ทั้งนี้ ตนเองและครอบครัวทนทุกข์ทรมานจากการถูกทำร้ายร่างกายและถูกขู่ฆ่าทั้งครอบครัว และทุกคนมาตั้งแต่ปี 2556 แต่อาการจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นอาการหลอน จิตไม่ปกติ จากการเสพยาอย่างหนักติดต่อกัน ซึ่งยังสันนิษฐานว่า เขาจะต้องเป็นโรคเดียวกับนักร้องชื่อดัง เพราะเขาจะพูดด่าว่าทุกคน พูดอยู่คนเดียวอยู่วันละนานๆประมาณ 5 – 6 ชั่วโมงโดยไม่หยุด และบางทีบทจะร้องเขาก็จะร้องไห้ออกมาเฉยๆ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

และพบว่าแต่ละวันเขาจะใช้ยาเสพติดจำนวนมาก เพราะมีทั้งอุปกรณ์การเสพและปริมาณยาจำนวนมาก แต่ด้วยความที่ทุกคนกลัว จึงไม่กล้าที่เอาเรื่องนี้ไปบอกใครเลย ขณะที่ลูกๆ ก็จะถูกคุกคาม ถูกขู่ห้ามไม่ให้ไปไหน เรียนพิเศษก็ไม่ให้ไป โทรศัพท์ โน้ตบุ๊คของลูกก็จะทุบทำลายหมด ทำลายข้าวของหมดเลย และรุนแรงถึงขนาดใช้อาวุธปืนขู่จะฆ่าลูกตลอดเวลาที่อยู่บ้าน

โดยลูกๆ หากอยู่บ้านและพ่ออยู่บ้านก็จะทำตัวลีบ ตัวแบน ไม่กล้าวิ่งเล่น ไม่กล้าทำอะไรเลย เคยทุบตีลูกชายคนโตพอพ่อไปห้าม เขาก็ฟาดเหวี่ยงพ่อไปติดกับฝาผนัง แล้วเขาก็ตรงเข้าไปจะยิงลูกชายให้ได้ แต่พ่อได้ร้องบอกไปว่า ถ้ายิงหลานก็ขอให้ยิงพ่อก่อน เขาก็เลยเหมือนได้สติกลับมา จนกระทั่งออกไปนอกบ้าน ซึ่งกว่าจะตัดสินใจหนีออกมาจากบ้านได้ ใช้เวลานานมาก เพราะเรากลัว ไม่กล้าก้าวข้ามความกลัวมาได้เลย

อาจจะเป็นเพราะหน้าตาในสังคม พ่อแม่ เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป มีพ่อแม่มีเด็กๆ ที่จะต้องดูแล เพราะในบ้านมีพ่อแม่ที่แก่แล้ว และก็เด็กๆ อีก 3 คน จึงไม่กล้าที่จะออกไปจากความกลัวได้เลย วันนี้ก็ถามกับลูกๆทุกคนว่า ถ้าป๊ายังอยู่ในสภาพแบบนี้ ลูกจะกลับไปมั๊ย เด็กๆก็บอกว่าถ้าป๊ายังอยู่แบบนี้ขอให้ป๊าได้ไปบำบัดก่อน

ทางด้านนายสำเร็จ กุลคง พ่อวัย 79 ปี เล่าว่า อยากขอให้เรื่องจบเร็วๆ อยากให้จับเขาติดคุก ถ้าไม่เช่นนั้นไม่กล้าพาหลานกลับบ้านไปบ้านได้ เพราะที่ผ่านมาเขาคิดแต่จะฆ่าอย่างเดียว จึงจะเดินหน้าร้องเรียนต่อไปให้ถึงที่สุด มีหน่วยงานที่ใหญ่กว่านี้อีกมาก ที่เชื่อว่าจะพึ่งพาได้ จะไม่พาลูกหลานกลับไปอย่างเด็ดขาด เชื่อว่าจะต้องมีคนช่วยเราแน่นอน