ข่าวภูมิภาค มอมยาข่มขืน อังกฤษ เกาะเต่า

ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพนักงานสอบสวน กรณีสาวชาวอังกฤษอ้างถูกมอมยาข่มขืน

Home / ข่าวทั่วไป / ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพนักงานสอบสวน กรณีสาวชาวอังกฤษอ้างถูกมอมยาข่มขืน

ผู้การฯสุราษฎร์ลงพื้นที่เกาะเต่า พร้อมสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีสาวชาวอังกฤษอ้างถูกมอมยาข่มขืน

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2561 พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี พร้อมด้วย พล.ต.เกรียงไกร ศรีรักษ์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 4 (ผบ.บชร.4) พ.ต.ท.ฐนพงศ์ หมกทอง รองผกก.ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี นั่งเฮลิคอปเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกจากพื้นที่เกาะเต่าเดินทางมาลงที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเรียกพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน มาสอบถามข้อเท็จจริงจากที่เพจดังกล่าวอ้างคำพูดจากแหม่มสาวชาวอังกฤษว่า พนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความเรื่องถูกมอมยาข่มขืน แต่รับแจ้งความทรัพย์สินสูญหายเท่านั้น

โดย พ.ต.ท.สมศักดิ์ หนูรอด รองผกก.(สอบสวน) สภ.เกาะพะงัน ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน และร.ต.อ.กฤษฎา ทองสกุล รองสารวัตร(สอบสวน) เจ้าของคดีที่รับแจ้งความจากน.ส.อีสเบล วิคตอเรีย แบคเตอร์ อายุ 19 ปี นักท่องเที่ยวสัญชาติอังกฤษ ในวันที่ 27 มิ.ย. 61 โดยพนักงานสอบสวนได้ยืนยันว่า น.ส.อีสเบล มากับเพื่อนชาย 1 คน มาแจ้งความทรัพย์สินสูญหายที่เกาะเต่ามีโทรศัพท์มือถือไอโฟน 7 พลัส เงินสด 3,000 บาท และบัตรเดบิท 4 ใบเท่านั้น ไม่มีการแจ้งความในเรื่องของการถูกมอมยาข่มขืนแต่อย่างใด

ทางด้าน พล.ต.ต.อภิชาติ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า จากการสอบถามพนักงานสอบสวนทุกนายก็ยืนยันว่าตามวันเวลาที่มาแจ้งนั้นมีมาด้วยกัน 2 คนคือ น.ส.อีสเบล นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ กับเพื่อนชายชาวต่างชาติ มาแจ้งตามปรากฎข้อความตามประจำวันเท่านั้น เพื่อนำไปเครมบริษัทประกันเท่านั้น โดยไม่ได้แจ้งเรื่องว่ามีเหตุเกิดขึ้นที่เกาะเต่าว่าถูกข่มขืนหรือไม่อย่างไร และนักท่องเที่ยวเป็นคนลงมือชื่อผู้แจ้งตามประจำวันด้วยตัวเอง ส่วนกล้องวงจรปิดไม่ได้มีการเสียหรือชำรุดแต่อย่างใด แต่ที่ตรวจไม่พบเพราะเลยเวลาที่กล้องบันทึกไว้ได้เพียง 7 วัน ซึ่งตำรวจทราบเรื่องนี้เกิน 7 วันไปแล้ว เหตุเกิดวันที่ 26 มิ.ย. 61 แต่ว่าเพื่อนชายชื่อนายมาตินมาแจ้งเรื่องวันที่ 4 กรกฎาคม 61 หลังจากที่นักท่องเที่ยวกลับประเทศไปแล้ว

เกี่ยวกับการตรวจสอบเรื่องการรับแจ้งความหรือการข่มขืนหรือไม่ ก็ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ทราบเรื่องภายใน 7 วัน ว่าพนักงานสอบสวนมีเจตนาไม่รับแจ้งความหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่รับแจ้งจริงก็จะมีความผิดตามกฎหมายอาญา และผิดวินัย และได้ตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนร่วมกันตรวจสอบหาข้อเท็จจริงว่ามีเหตุเกิดขึ้นจริงหรือเปล่าตามพื้นที่ที่ได้กล่าวอ้าง ถ้ามีเหตุเกิดขึ้นจริงตามความผิดส่วนตัวหรือความผิดต่อแผ่นดิน ถ้าเป็นความผิดส่วนตัวก็ให้ผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์ได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน

แต่ถ้าไม่พบความผิดหรือความจริงตามผู้เสียหายแจ้งมา ทางตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบติดตามและเก็บข้อมูลเอาไว้ทั้งหมด เพื่อหารือผู้บังคับบัญชาพิจารณาจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรต่อไป ในเบื้องต้น มีความเห็นว่าต้องดำเนินการตามกฎหมายถ้ามีการลงไปโดยมีเจตนาเป็นอย่างอื่น ที่ไม่สุจริตต่อชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะเต่า