2 พี่น้องจมสระน้ำ สถานการณ์น้ำ สนทช.

“สทนช.” รุก ติดตามสถานการณ์น้ำ อีสานเหนือ ย้ำทุกหน่วยประเมินสถานการณ์ พร้อมรับมือทุกวิกฤต

Home / ข่าวทั่วไป / “สทนช.” รุก ติดตามสถานการณ์น้ำ อีสานเหนือ ย้ำทุกหน่วยประเมินสถานการณ์ พร้อมรับมือทุกวิกฤต

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ลงพื้นที่เกาะติดสถานการณ์น้ำอีสานเหนือ ชี้ปริมาณน้ำภาพรวมไม่น่าห่วงหลังแนวโน้มฝนลดลง ย้ำไม่นอนใจ มอบทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง เตรียมแผนรับสถานการณ์ใกล้ชิด 

นายสำเริง  แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เผยหลังรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำ ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำก่ำ สำนักงานชลประทานที่ 7 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตำบลน้ำก่ำ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 24 กย.ที่ผ่านมา  ว่า ภาคตะวันออก และภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง

นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

สำหรับภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักถึงหนักมาก 18 จังหวัด ได้แก่ นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี ตราด ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา กระบี่ ตรัง สตูล นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ส่วนในช่วงวันที่ 24-28 ก.ย. 61 ประเทศไทยมีปริมาณฝนลดลง ขณะที่การติดตามสถานการณ์พายุโซนร้อน“จ่ามี” (TRAMI) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่น แล้ว และ มีแนวโน้มเคลื่อนตัวทางตะวันตกค่อนไปทางเหนือ  คาดว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะไต้หวันในช่วงวันที่ 28-30 ก.ย.นี้ โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบกับประเทศไทย

นายสำเริง กล่าวต่ออีกว่า จากแนวโน้มการคาดการณ์ฝนที่ลดลงดังกล่าว ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ได้แจ้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงข้อสั่งการและข้อห่วงใยของรองนายกรัฐมนตรี (พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) ที่มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในการแผนบริหารจัดการและการปฏิบัติการฝนหลวง ที่จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักก่อนสิ้นสุดฤดูฝน  ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ในกลางเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจากข้อมูลสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้อยกว่า 60% ของความจุทั้งประเทศ ขณะนี้พบว่าขนาดใหญ่ มีจำนวน 11 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ เขื่อนกิ่วลม  59% เขื่อนแม่กวงอุดมธารา 42% เขื่อนแม่มอก 27% ตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนลำพระเพลิง 56% เขื่อนมูลบน 54% เขื่อนห้วยหลวง 48% เขื่อนลำนางรอง 33% เขื่อนอุบลรัตน์ 31% ภาคกลาง เขื่อนกระเสียว 42% เขื่อนทับเสลา 26% ภาคใต้ เขื่อนบางลาง 46% ขนาดกลาง 132 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 27 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 73 แห่ง ภาคตะวันออก 6 แห่ง ภาคกลาง 7 แห่ง ภาคตะวันตก 2 แห่ง และภาคใต้ 17 แห่ง แต่หากพิจารณาถึงจำนวนอ่าง เฝ้าติดตามที่มีความจุน้อยกว่า 30% พบว่า มีเขื่อนขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่มอก 27% และเขื่อนทับเสลา 26% ส่วนขนาดกลาง มีทั้งสิ้น 33 แห่ง ได้แก่ ภาคเหนือ 3 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 21 แห่ง ภาคตะวันออก 3 แห่ง ภาคกลาง 2 แห่ง  และภาคใต้ 4 แห่ง

“จากการคาดการณ์ฝนของกรมอุตุนิยมวิทยาและ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) (สสนก.) ว่าประเทศไทยจะเริ่มมีฝนลดลงนั้น สทนช. ได้เน้นย้ำทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องวางแผนปรับลดการระบายน้ำในอ่างฯ ทุกขนาด ตามการคาดการณ์ของฝนซึ่ง สทนช. จะหารือประเด็นดังกล่าวในการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อเตรียมการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีน้ำต้นทุนน้อย ซึ่งจะมีการหารือถึงแผนปฏิบัติการเพื่อลดผลกระทบในพื้นที่เสี่ยง ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แล้งล่วงหน้าด้วย โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” นายสำเริง กล่าว

นายสำเริง กล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในวันนี้ เป็นหนึ่งในมาตรการ ของ สทนช. ที่จะติดตาม กำกับ ดูแลการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งในส่วนของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำก่ำ สำนักงานชลประทานที่ 7 กรมชลประทาน เป็นหน่วยปฏิบัติการที่รับมือกับวิกฤติน้ำท่วมหนักในรอบ 20 ปี ของเขตพื้นที่จังหวัดสกลนคร และนครพนม จากอิทธิพลของพายุเซินกา ในช่วงเดือนกรกฎาคม ของปี 2560 วันนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้นำผลจากการสรุปบทเรียนการปฏิบัติการเกิดอุทกภัยในปี 2560 มาปฏิบัติร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำในปี 2561

“สาเหตุหลักของน้ำท่วมบริเวณลุ่มน้ำก่ำ ในปี 2561 เกิดจากอิทธิพลของพายุฝน พายุโซนร้อนเซินติญ ร่วมกับหย่อมความกดอากาศต่ำในช่วงเดือนกรกฎาคม ทำให้ดินอิ่มตัวและปริมาณน้ำในลำน้ำต่าง ๆ มีปริมาณมาก ประกอบกับลำน้ำก่ำ ซึ่งมีความยาวถึง 123 กิโลเมตร มีความคดเคี้ยวระบายน้ำได้ช้า อีกทั้งการระบายน้ำจากพื้นที่ทั้งสองฝั่งลงสู่ลำน้ำก่ำก็เป็นไปได้ช้า เนื่องจากมีอุปสรรคขวางทางน้ำ และไม่มีคลองชักน้ำเพื่อเร่งระบายจากพื้นที่ รวมทั้งระดับแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นรวดเร็วและต่อเนื่อง เป็นอุปสรรคสำคัญในการระบายน้ำจากลำน้ำก่ำลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากปฏิบัติการอุทกภัยในปี 2560 ทำให้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำก่ำ สามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมของปี 2561 ในช่วงที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี ” นายสำเริงกล่าว

นายสำเริง กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า แม้ปัจจุบันแนวโน้มฝนลดลงและยังไม่พบสัญญาณพายุที่จะส่งผลกระทบใด ๆ ต่อประเทศไทย แต่ก็ยังมีข้อมูลว่าพบพายุก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกแล้ว 28 ลูก คาดว่าจะมีโอกาสเกิดพายุได้ในเดือนตุลาคม 1–2 ลูก จึงต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์พายุอย่างใกล้ชิด เพื่อแจ้งเตือนพื้นที่ที่คาดว่าอาจจะได้รับผลกระทบในช่วงเวลาดังกล่าว นายสำเริง กล่าวย้ำว่า ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแผนระบายน้ำในพื้นที่น้ำท่วมขังและพร่องน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเกินเกณฑ์ รวมทั้งเฝ้าระวังสถานการณ์ต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัย วางแผนและปฏิบัติงานระหว่างเกิดภัยได้อย่างฉับไว รวมทั้งเตรียมการณ์ในการปฏิบัติงานหลังเกิดภัยทั้งการซ่อมแซมและฟื้นฟูได้โดยเร็วและครอบคลุมในทุกพื้นที่ประสบภัย ทั้งนี้ สำหรับระยะต่อไป สทนช. ได้เตรียมความพร้อมการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้ง ปี 2561/62 โดยแจ้งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งแผนการ บริหารจัดการน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2561/62 รายจังหวัดทั้งประเทศ มาถึง สทนช. เพื่อประกาศแผนการบริหารจัดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ฤดูแล้ง ปี 2561/62 ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ต่อไป