น้ำปลา น้ำปลาไทย สหรัฐฯ แบนน้ำปลาไทย

ร้านอาหารไทย 5,000 ร้านวุ่น หลังสหรัฐฯ สั่งแบนน้ำปลาไทย !!

Home / ข่าวทั่วไป / ร้านอาหารไทย 5,000 ร้านวุ่น หลังสหรัฐฯ สั่งแบนน้ำปลาไทย !!

FDA สั่งแบนน้ำปลาจากไทย รวม 4 บริษัท ส่งผลกระทบต่อร้านอาหารไทยในสหรัฐฯ ที่ขาดแคลนเครื่องปรุงสำคัญในการประกอบอาหาร หลังสุ่มตรวจพบสารก่อมะเร็ง

กรมส่งเสริมการส่งออกระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รายงาน ความคืบหน้ากรณีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ประกาศห้ามนำเข้าน้ำปลาจากไทยรวม 4 บริษัท ได้แก่ น้ำปลาตราปลาหมึก น้ำปลาตราพูนสิน น้ำปลาตราทิพรส ซึ่งถูกแจ้งเตือนตั้งแต่ปี 2557 และ น้ำปลาของ หจก. ไซ่ง่อน ปิดกิจการไปแล้วตั้งแต่ปี 2553

ทั้งนี้ การแจ้งเตือนของ USFDA ส่งผลให้น้ำปลายี่ห้อที่ถูกกักไม่สามารถนำเข้าได้ในขณะนี้ จนกว่าจะมีเอกสารชี้แจงให้เห็นถึงกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีการส่งออกน้ำปลาไปสหรัฐฯ มากกว่า 10 ยี่ห้อ จึงไม่ต้องกังวนเรื่องขาดแคลน

ร้านอาหารไทยในซานฟานซิสโก

อย่างไรก็ตาม น้ำปลาของไทยเริ่มถูกกักกันและห้ามนําเข้าไปยังสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ต้นปี 2557 เจ้าหน้าที่ FDA ของสหรัฐฯ เดินทางไปตรวจสอบโรงงานผลิตน้ําปลาเครื่องหมายการค้า “ทิพรส” ของบริษัททั่งซังฮะ (Tang SangHah) ตามกฎระเบียบของ FDA ที่จะต้องสุ่มตัวอย่างตรวจสอบโรงงานผู้ผลิตสินค้าอาหารต่างชาติที่ส่งสินค้าเข้ามาจําหน่ายในสหรัฐฯ เป็นระยะ

โดยผลการตรวจสอบพบว่า กระบวนการผลิตน้ําปลาของบริษัทฯ อาจก่อให้เกิดสารHistamine และสารพิษจากเชื้อแบคทีเรีย Clostridium Butolinum ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสําหรับสินค้าอาหารทะเลภายใต้กฎระเบียบ HACCP

ภายหลังการตรวจสอบโรงงาน หน่วยงาน Office of Compliance, Center of Food Safety and
Applied Nutrition ของ FDA จึงได้ส่งหนังสือเตือน (Warning Letter) และรายงานสรุปการประเมินโรงงาน ให้แก่บริษัทฯ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2557

โดยได้แจ้งบริษัทฯ ว่าขั้นตอนการผลิตน้ำปลาของบริษัทฯ ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยตามกฎระเบียบของ FDA และได้แนะนําให้บริษัทฯกําหนดมาตรการป้องกันการเกิดสารดังกล่าวจำนวน 5 ข้อ ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2561 FDA ได้จัดให้บริษัท โรงงานน้ําปลาไทย (ตราปลาหมึก) จํากัด (Thai Fishsauce Factory (Squid Brand) Co., Ltd.) เข้าอยู่ในบัญชี Import Alert # 16-120

และกักกันสินค้าน้ำปลาที่นําเข้าจากบริษัทฯ (Detention Without Physical Examination) อีกราย เนื่องจากละเมิดกฎระเบียบHACCP สําหรับสินค้าอาหารทะเล ซึ่งจากการตรวจสอบ Import Alert ข้างต้นปรากฏว่า มีบริษัทผู้ส่งออกสินค้าน้ำปลาของไทยที่อยู่ภายใต้การกักกันสินค้านี้ทั้งสิ้น 4 บริษัท

น้ำปลาไทย
น้ำปลาไทย

ปัจจุบันประเทศไทยมีส่วนแบ่งการนําเข้าสินค้านี้ประมาณร้อยละ 35-40 รองจากฮ่องกง โดยก่อนหน้านี้ระหว่างปี 2555-2557 ประเทศไทยมีส่วนแบ่งการนําเข้าสินค้านี้เป็นอันดับ 1 ที่ประมาณร้อยละ 70-80 แต่หลังจากปี2557 ซึ่งเป็นปีที่ FDA จัดให้บริษัท Tang Sang Hah อยู่ในบัญชี Import Alert

สหรัฐฯ นําเข้าน้ําปลาจากไทยลดลงประมาณร้อยละ 40 (จากในปี 2557 ซึ่งมีมูลค่า 21.29 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เหลือมูลค่า 13.39 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2558) ในขณะที่การนําเข้าน้ําปลาจากฮ่องกงขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าจากในปี 2557 ที่มูลค่า 4.15ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มไปอยู่ที่มูลค่า 12.72 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2558 ส่งผลให้สัดส่วนการตลาดของไทยลดลงเหลือเพียงร้อยละ 35-40 เป็นต้นมา โดยที่การนําเข้าจากทั่วโลกมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น

การห้ามนําเข้าสินค้าน้ําปลาจากไทยส่งผลกระทบต่อมูลค่าและสัดส่วนการตลาดของน้ําปลาไทยในสหรัฐฯ อย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมาน้ำปลา “ทิพรส” มีสัดส่วนการตลาดในสหรัฐฯ สูงเป็นอันดับ 1 คือราวร้อยละ60-70 ของการส่งออกน้ําปลาไทยทั้งหมดมายังสหรัฐฯ จนฮ่องกงเข้ายึดสัดส่วนการตลาดไปเกือบหมดหลังจากปี2557 มาในปี 2561 นี้น้ำปลา “ตราปลาหมึก” ก็ถูกห้ามนําเข้าสินค้าเพิ่มอีกรายเนื่องจากผู้ผลิตน้ําปลาไทยมีกระบวนการผลิตในลักษณะเดียวกันทั้งหมด

ซึ่งหลังจากนี้อาจจะส่งผลให้น้ําปลาไทยหายไปจากตลาดสหรัฐฯ ได้หากท้ายที่สุดน้ําปลาไทยไม่สามารถวางจําหน่ายในตลาดสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์อาหารไทยในตลาดสหรัฐฯ อย่างมาก เนื่องจากน้ำปลาเป็นเครื่องปรุงแต่งรสอาหารที่สําคัญมากของอาหารไทยและควรอย่างยิ่งที่ร้านอาหารไทยจะใช้น้ําปลาที่ผลิตจากไทยเพื่อคงความเป็นไทยและให้ได้รสชาติที่ดั้งเดิม

ปัจจุบันร้านอาหารไทยในสหรัฐฯมีจํานวนประมาณ 5,000 ร้าน และจากการสอบถามร้านอาหารในเขตอาณาของ สคต. ณ นครนิวยอร์กพบว่า เริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนสินค้าน้ําปลาจากไทยแล้ว บางร้านแก้ปัญหาโดยการใช้เกลือแทน เนื่องจากน้ําปลาจากประเทศอื่นๆ นอกจากจะทําให้รสชาติผิดเพี้ยนแล้ว ยังทําให้กลิ่นของอาหารแปลกไปจากที่ควรจะเป็นอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก  กรมส่งเสริมการส่งออกระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์