กฎหมายยาเสพติด กัญชา ข่าวสดวันนี้ ยาเสพติด

เปิดสาระสำคัญ ร่างกฎหมายยาเสพติด เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์

Home / ข่าวทั่วไป / เปิดสาระสำคัญ ร่างกฎหมายยาเสพติด เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์

เปิดสาระสำคัญ ร่างกฎหมายยาเสพติด ผ่อนปรนการใช้กัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ของ สนช.

จากกรณีที่ นายนิยม เติมศรีสุข คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้เปิดเผยว่า จากการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ลงมติรับหลักการหลักการร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการดำเนินการข้างต้นแล้ว

เชื่อว่าการผ่อนปรนให้นำกัญชามาใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาวิจัย และประโยชน์ทางการแพทย์ตามร่างกฎหมายฉบับนี้ จะสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จ และเชื่อว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ช้าสุดไม่เกิน 3-4 เดือนหลังจากนี้ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้ป่วยในการใช้กัญชาอย่างถูกต้อง เหมาะสม ปลอดภัย และมีผลในการบำบัดรักษาโรคอย่างแท้จริง

ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วย แพทย์ ประเทศชาติ และสังคม ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ร่วมกันดำเนินการเพื่อเตรียมการออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศต่างๆ เพื่อรองรับการบังคับใช้ ร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้การกำกับดูแลและป้องกันไม่ให้มีการนำกัญชาไปใช้ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ข้างต้นต่อไป

โดยสาระสำคัญ…ร่างกฎหมายยาเสพติด เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ของ สนช. มีดังนี้

1. ยังคงกำหนดให้ “กัญชา” เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งการใช้เสพเพื่อความบันเทิงหรือสันทนาการยังเป็นความผิดตามกฎหมาย

2. ห้ามมิให้ผลิต นําเข้า หรือส่งออก เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต เฉพาะในกรณีจําเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ

3. ผู้มีสิทธิขออนุญาต ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร สภากาชาดไทย หรือองค์การเภสัชกรรม ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม สัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง แพทย์แผนไทยสาขาเวชกรรมไทยและแพทย์แผนไทยประยุกต์

4. ห้ามจําหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง เว้นแต่ได้รับใบอนุญาต การมีไว้ในครอบครองตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไป ให้สันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย

5. แพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตสามารถสั่งให้ผู้ป่วยใช้เพื่อการศึกษาวิจัยและการบำบัดรักษาโรคได้ โดยไม่เป็นความผิด

6. ผู้ป่วยที่แพทย์สั่งให้ใช้ สามารถมีไว้ในครอบครองได้ไม่เกินจํานวนที่จําเป็นสําหรับใช้รักษาโรคเฉพาะตัวตามที่แพทย์สั่งได้ โดยไม่เป็นความผิด