ข่าวสดวันนี้ ฝุ่น ฝุ่นละออง ภูมิแพ้ เลือดกำเดา

แพทย์ แจง ภาพเลือดกำเดาไหล จาก PM2.5 อาจเกิดได้กับกลุ่มเสี่ยง

Home / ข่าวทั่วไป / แพทย์ แจง ภาพเลือดกำเดาไหล จาก PM2.5 อาจเกิดได้กับกลุ่มเสี่ยง

แพทย์ แจง ภาพผู้ป่วยเลือดกำเดาไหลและเยื่อบุตาอักเสบ จาก PM2.5 ไม่ได้พบกับคนทั่วไป อาจเกิดได้กับผู้ที่เป็นภูมิแพ้

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์ 2562) นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า จากกรณีการนำเสนอภาพข่าวพบผู้ป่วยมีอาการเลือดกำเดาไหลและเยื่อบุตาอักเสบมีเลือดออกในตา และให้ข้อมูลว่าเป็นผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 นั้น ขอเรียนว่าอาการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับบุคคลทั่วไป แต่อาจเกิดได้กับกลุ่มเสี่ยง

โดยข้อมูลวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาให้ข้อมูลไว้ว่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่พบในปริมาณมากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพกับประชาชนในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ หอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด

ที่ผ่านมามีการศึกษาในต่างประเทศที่ยืนยันว่ามีอุบัติการณ์ของโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นจริง ทั้งภูมิแพ้ จมูกอักเสบกำเริบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ หอบหืดกำเริบ โรคถุงลมโป่งพองกำเริบเฉียบพลัน ดังนั้น ในช่วงที่มีปัญหามลพิษผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีความไวต่อการเกิดโรค (Hypersensitive)

เมื่อสัมผัสกับฝุ่นก็จะไปกระตุ้นให้โรคกำเริบได้ ส่งผลให้เกิดการอักเสบมากขึ้นและทำให้เลือดฝอยบริเวณจมูกมีการอักเสบแตกง่าย โดยอาการเลือดกำเดาไหลและเลือดออกในเยื่อบุตา ยังมีเหตุอีกหลายปัจจัยที่ไม่ได้มาจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ประสานงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพมหานคร และกรมควบคุมมลพิษอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ สื่อสารแจ้งเตือนประชาชน พร้อมให้คำแนะนำในการปฏิบัติตนผ่านทุกช่องทางสื่อ ทั้งสื่อหลักและสื่อโซเชียล จัดทำแนวทางการดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยงและจัดทีมปฏิบัติการลงพื้นที่

พร้อมทั้งจัดตั้ง “คลินิกมลพิษ” ที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์ เน้นการทำงานด้านเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม ประเมินสถานการณ์มลภาวะ ประเมินจำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคจากมลภาวะทางอากาศ ใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการออกมาตรการ เพื่อลดการเจ็บป่วยของประชาชน ควบคู่กับการรักษา ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบให้ได้รับการรักษาและกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ขอให้ประชาชนทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงดูแลตนเองเบื้องต้นโดยรับประทานยาที่รักษาโรคประจำตัวอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงกิจกรรมในที่กลางแจ้ง ใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องออกไปอยู่ในที่กลางแจ้ง และรีบกลับเข้าในอาคารทันทีเมื่อเสร็จธุระ เตรียมยาฉุกเฉินเช่น ยาพ่นขยายหลอดลมไว้ติดตัวตลอดเวลาหากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอบ่อย หายใจลำบาก หายใจถี่ หรือวิงเวียนศีรษะ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที