ปรีชาพล พงษ์พานิช พรรคไทยรักษาชาติ ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช

‘ระเบียบรัตน์’ แจ้งความตำรวจ ปอท. เอาผิดคนโพสต์ใส่ร้ายตระกูล ‘พงษ์พานิช’

Home / ข่าวทั่วไป / ‘ระเบียบรัตน์’ แจ้งความตำรวจ ปอท. เอาผิดคนโพสต์ใส่ร้ายตระกูล ‘พงษ์พานิช’

ระเบียบรัตน์ แจ้งความกับตำรวจ ปอท. เอาผิดผู้โพสต์เฟซบุ๊กพาดพิง ทษช. ลั่นยอมรับชะตากรรมลูกชาย ร.ท.ปรีชาพล หัวหน้าพรรค ทษช. หากถูกศาล รธน.ตัดสินยุบพรรคและถูกตัดสิทธิ์การเมือง เชื่อลูกชายทำเพื่อบ้านเมือง

วันนี้(14 ก.พ.) เวลา 11.30 น. นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช มารดาของ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ ได้เข้าแจ้งความต่อ บก.ปอท. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรณีเฟซบุ๊กโพสต์หมิ่นประมาทตระกูลพงษ์พานิช เพื่อเอาผิดกับสมาชิกเฟซบุ๊ก 2 บัญชี ที่โพสต์ข้อความใส่ร้ายครอบครัว ในลักษณะไม่เป็นความจริง ทำให้ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง

นางระเบียบรัตน์ กล่าวว่า ภายหลังได้รับแจ้งจากนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช สามี ว่าพบโพสต์จากผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ เสาวนิต การสุทธิ์ และ Paul PK ได้โพสต์ข้อความในทำนองตำหนิตนเองที่เอาแต่ต่อว่าผู้อื่น แต่เมื่อเป็นลูกชายตนกระทำการไม่เหมาะสม กลับไม่อบรมสั่งสอน ทั้งยังกล่าวหาพาดพิงพรรคไทยรักษาชาติ เป็นพรรคชายกระโปรง เป็นการเหยียดหยามทางเพศ ซึ่งตนรับไม่ได้

ทั้งนี้ ยืนยันว่า ข้อความที่โพสต์ดังกล่าวไม่เป็นความจริง และยังทำให้ครอบครัวของตนเองเสื่อมเสียชื่อเสียง รวมทั้งยืนยันว่าไม่เคยมีการพูดคุยกับผู้ดำเนินรายการคนดังกล่าวตามที่ถูกโพสต์พาดพิงแต่อย่างใด จึงได้นำหลักฐานมาแจ้งความให้ตำรวจ ปอท. ดำเนินคดี

ขณะที่โพสต์ของผู้ใช้ที่ชื่อ เสาวนิต มีการกล่าวอ้างถึง รศ.สุขุม ซึ่งหลังเกิดเหตุมา ตนยังไม่ได้พูดคุยกันกับ รศ.สุขุม ถึงกรณีดังกล่าว แต่ถ้าหากมีอะไรคงต้องพูดคุยกันก่อนแล้ว เพราะอาจารย์เป็นรุ่นพี่ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เมื่อถามถึงประเด็นที่ รท.ปรีชาพล พงษ์พานิชย์ หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ (ลูกชาย) ซึ่งขณะนี้ ทษช.กำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของศาลว่าตัดสินยุบพรรคหรือไม่นั้น ระบุว่า ตนยอมรับชะตากรรมของลูกชาย หากถูกศาล รธน.ตัดสินยุบพรรคและถูกตัดสิทธิ์การเมืองก็ต้องยอมรับตามกฎหมาย แต่เชื่อว่าลูกชายมีเจตนาดี ที่จะทำงานเพื่อบ้านเมือง

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ระบุว่า เบื้องต้นวินิจฉัยว่ากรณีดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งความผิดฐานดังกล่าวไม่เป็นความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์