กกต. ข่าวปลอม เลือกตั้ง62

ตำรวจ บก.ปอท.รุดสอบปากคำ 2 กกต. ถูกข่าวปลอมโจมตีหาว่าโดนปลด

Home / ข่าวทั่วไป / ตำรวจ บก.ปอท.รุดสอบปากคำ 2 กกต. ถูกข่าวปลอมโจมตีหาว่าโดนปลด

ตำรวจ บก.ปอท.รุดสอบปากคำ 2 กกต. ที่โดนข่าวปลอมโจมตีหาว่าโดนปลด ขณะเดียวกัน ขออนุมัติหมายจับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวของกับการแพร่ข่าวอันเป็นเท็จมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

วันนี้(26 มี.ค. 62) เวลา 11.00 น.  พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. พ.ต.อ.ขวัญชัย พัฒรักษ์ ผกก.3 บก.ปอท. พร้อมด้วย พ.ต.ท.กฤช เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา รอง ผกก.(สอบสวน) กก.3 พ.ต.ต.อิสรพงศ์ ทิพย์อาภากุล สว.กก.3 ร.ต.อ.ปิยวัฒน์ ปริญญา รอง สว.(สอบสวน) กก.3 ร.ต.อ.ศตวรรษ แวงแสน รอง สว.(สอบสวน)กก.3 เดินทางไปที่สำนักงาน กกต.ชั้น 7 อาคารบี ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ พบ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการเลือกตั้ง รวมทั้ง นายฉัตรไชย จันทร์พลายศรี และ นายปกรณ์ มหรรณพ กรรมการ กกต.2 ท่าน ที่โดยสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ( https://syoutaogou.com/SYO/135 )
ลงข่าวอันเป็นเท็จ กล่าวหาว่าบุคคลทั้งสองคนถูกตำรวจจับและโดนปลด

โดยพาดหัวข่าวว่า “ปลดด่วน! 2 กกต.สลับรถขนบัตร…อัพยศ ที่สุดประเทศไทย ยัดบัตรผี 600,000 ใบ สลับรถในโรงรถ ปธ.ชี้ อาจมีเลือกตั้งใหม่” เพื่อขออนุมัติหมายจับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวของกับการแพร่ข่าวอันเป็นเท็จดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดย พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ฝากให้ทาง บก.ปอท.เร่งติดตามจับกุมคนที่สร้างข่าวเท็จมาดำเนินคดีโดยไว นอกจากข่าวปลด 2 กกต.แล้ว ยังพบว่ามีการปลอมข่าวเรื่องบัตรเลือกตั้ง 20 ล้านใบอีก 1 ข่าว ฝากตำรวจ บก.ปอท. สืบสวนสอบสวนติดตามมาดำเนินคดีด้วย

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ฝากเตือนผู้ใช้งานโซเชียลว่า ควรตรวจสอบข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง โดยตรวจสอบกับสำนักข่าวที่มีมาตรฐาน หรือ เว็บไซต์ของทางรัฐบาล หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูก่อนว่าเรื่องหรือข่าวเหล่านั้นเป็นความจริงหรือน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ก่อนจะส่งต่อให้คนอื่น

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการกระทำในลักษณะสร้างหรือผลิตข่าวปลอม ในลักษณะทำให้ประชาชนตื่นตระหนกจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ม.14(2) ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และฝากเตือนคนที่จะแชร์ข่าวปลอมเหล่านี้ว่าจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ มาตรา 14(5) ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากับคนนำเข้าสู่ระบบ คือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ