ข่าวจังหวัดนครราชสีมา ข่าวสดวันนี้ ตีกัน ตีกันในโรงพยาบาล

โรงพยาบาลก็ไม่เว้น! แก๊งโจ๋เปิดฉากปะทะกันหน้าห้องฉุกเฉิน ด้านตร.เร่งล่าตัว

Home / ข่าวทั่วไป / โรงพยาบาลก็ไม่เว้น! แก๊งโจ๋เปิดฉากปะทะกันหน้าห้องฉุกเฉิน ด้านตร.เร่งล่าตัว

คลิปนาทีแก๊งโจ๋เปิดฉากตะลุมบอนกันหน้าห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล ขณะที่ตำรวจเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อล่าตัวดำเนินคดี

วันนี้ (29 เม.ย. 2562) โลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่คลิปสุดระทึก นาทีเกิดเหตุกลุ่มวัยรุ่น 2 คน รวมกว่า 30 ชีวิต ได้เปิดฉากตะลุมบอนกันหน้าห้องฉุกเฉิน ภายในโรงพยาบาลประทาย อ.ประทาย จ.นครราชสีมา ภายหลังพวกเขาได้มีเหตุทะเลาะวิวาทกันมาก่อนแล้วในงานแสดงดนตรีลูกทุ่ง บริเวณลานหน้าการไฟฟ้า อ.ประทายที่หน้า จนมีคนบาดเจ็บและเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลดังกล่าว

โดยคลิปได้เผยให้เห็นว่า มีกลุ่มชายจำนวนหนึ่งบุกมาที่โรงพยาบาล จากนั้นได้ตะโกนท้าทายให้คู่อริที่เข้ามารักษาตัวออกมาเพื่อจะได้ปะทะกันอีก จากนั้นไม่นานก็มีการขวางปาสิ่งของใส่กัน จนเก้าอี้และกรวยจราจรถูกวางทิ้งเกลื่อนกระจาย ก่อนที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ศิวรักษ์ จันกิมฮะ ซึ่งเป็นผู้เผยแพร่คลิปดังกล่าว จะมีข้อความระบุว่า

 

🔥🔥ประเทศไทยไปกันใหญ่แล้ว ตีกันในโรงพยาบาลเป็นเรื่องปกติไปแล้วหรอ ?
📍📍ER.โรงพยาบาลประทาย โคราชบ้านเอง
พวกเรามีสิทธิ์เลือกที่จะไม่รักษาพวกเดนสังคมพวกนี้มั้ย

เจ็บป่วยพวกคุณต้องพึ่งพาอาศัยสถานที่นี้ไหม “โรงพยาบาล” ควรเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด เพื่อช่วยชีวิตหรือรักษาผู้เจ็บป่วย ไม่ใช่ “สนามรบ”
#ความคิดส่วนตัว หากจับตัวเดนพวกนี้ได้ควรขึ้นทะเบียนว่าไม่มีสิทธิ์การรักษาในโรงพยาบาลทั่วประเทศ
#เห็นแล้ว0000000000000


ทั้งนี้เมื่อคลิปดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไป ทางด้าน 
พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อวันนี้ 29 เมษายน 2562 เวลาประมาณ 01.00 น. มีกลุ่มวัยรุ่นได้มีเรื่องทะเลาะกันบริเวณ หน้าห้องฉุกเฉิน ภายในโรงพยาบาลประทาย อ.ประทาย จ.นครราชสีมา

ซึ่งจากการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ มีกลุ่มวัยรุ่นจำนวน 2 กลุ่มได้ทะเลาะกันภายในงาน แสดงดนตรีลูกทุ่ง บริเวณลานหน้าการไฟฟ้า อ.ประทาย จ.นครราชสีมา โดยได้มีการขว้างปาสิ่งของใส่กัน เป็นเหตุให้หญิงจำนวน 1 ราย ถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บ ทางสามีและญาติจึงพามารักษาตัวที่โรงพยาบาล

โดยขณะที่สามีและกลุ่มเพื่อน กำลังนั่งรอตนอยู่บริเวณหน้าห้องฉุกเฉินนั้น ได้มีกลุ่มวัยรุ่นประมาณ สิบกว่าคน ที่ได้ทะเลาะกับกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่มภายในบริเวณงานเป็นเหตุให้ตนถูกลูกหลง ได้เดินทางมารักษาตนเช่นเดียวกัน

สามีและกลุ่มเพื่อนของตนเห็นดังนั้นจึงเกิดความไม่พอใจ จึงได้มีการทะเลาะกับกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวจนกระทั่ง มีการจะเข้าทำร้ายและวิ่งกรูไปมา ตลอดจนมีการโยนกรวยที่ตั้งไว้บริเวณด้านหน้าทางเข้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลกันไปมา ก่อนที่จากนั้นกลุ่มวัยรุ่นผู้ก่อเหตุทั้งหมดจึงได้หลบหนีไป

เบื้องต้นจากการตรวจสอบ ไม่พบว่ามีทรัพย์สินของทางราชการ ได้รับความเสียหายหรือมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ภายหลังการสอบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่หาเบาะแสกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้งหมด รวมถึงตรวจสอบรวบรวมข้อมูลกล้องวงจรปิดโดยรอบบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งพอจะทราบทถึงเบาะแสของกลุ่มวัยรุ่นผู้ก่อเหตุแล้ว หลังจากนี้จะมีการติดตามกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้งหมด มาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า คดีนี้มีความคืบหน้าไป โดยพนักงานสอบสวน สอบปากคำพยานไปแล้วหลายปาก รวมถึงได้รวบรวมพยานหลักฐานสำคัญที่เกี่ยวข้อง กับทั้งพอจะทราบเบาะแสของกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้ว ทั้งนี้ยังคงต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี ตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

พร้อมกันนี้ขอฝากเตือนไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่มักใช้ความคึกคะนองและอารมณ์ในการตัดสินแก้ไขปัญหา ไม่เคารพต่อกฎหมายบ้านเมือง และฝากผู้ปกครองช่วยใส่ใจดูแลอบรมบุตรหลาน ปลูกฝังการตระหนักคิดให้รอบคอบและหาทางออกอย่างสันติวิธี เพราะหากได้กระทำลงไปโดยไม่ทันยั้งคิดแล้วย่อมมีความผิดและต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ปัจจุบันการก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันในโรงพยาบาลได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะแค่ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันในดรงพยาบาลถึง 4 คดี ได้แก่ โรงพยาบาลกบินทร์บุรี โรงพยาบาลแก้งคร้อ โรงพยาบาลห้วยแถลง และ โรงพยาบาลบางสะพานน้อย

ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้มีกรณีศึกษาว่า ศาลเอาจริงกับการกระทำดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2562 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดนครพนมได้อ่านคำพิพากษาตัดสินในคดีที่วัยรุ่น 3 คน ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันในโรงพยาบาล นาแก จ.นครพนม โดยให้ลงโทษ รวมจำคุกคนละ 12 ปี 2 เดือน และปรับคนละ 900 บาท

แต่จากการนำสืบของจำเลยทั้งสาม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงลดโทษให้คนละกระทงหนึ่งในสาม คงจำคุก คนละ 8 ปี 1 เดือน 10 วัน และปรับคนละ 600 บาท ก่อนที่ศาลฯ จะอนุญาตให้ประกันตัวคนละ 350,000 บาท

สำหรับการที่ศาลมีคำสั่งตัดสินเช่นนี้ก็เพื่อเตือนว่า อย่าไปก่อเหตุความรุนแรงในโรงพยาบาล เพราะถือมีความผิดนี้ร้ายแรง อีกทั้ง โรงพยาบาลเป็นสถานที่ราชการ และตามหลักสากลจะเป็นสถานที่ที่ได้รับการละเว้นก่อเหตุรุนแรง ขนาดในยามศึกสงครามก็ยังเป็นจุดละเว้น