ทหาร ทหารเกณฑ์ ทหารเกณฑ์เสียชีวิต

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีพลทหารเสียชีวิต

Home / ข่าวทั่วไป / ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีพลทหารเสียชีวิต

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีพลทหารเสียชีวิต พร้อมย้ำจะให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียชีวิตและครอบครัว

วันนี้ (24 พ.ค. 62) พันเอกหญิง ฉัตรรพี พูนศรี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า พลเอก พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการของกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีการเสียชีวิตของ พลทหารลือชานนท์ นันทบุตร ทหารกองประจำการ ผลัดที่ 2/2561 สังกัดกองพันทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย

โดยมอบหมายให้ พลอากาศเอกไพศาล น้ำทับทิม รองเสนาธิการทหาร เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีดังกล่าว และกำชับให้เร่งดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง อย่างโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรมและครอบคลุมในทุกประเด็น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและแนวทางการดำเนินการต่าง ๆ พร้อมให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว เพื่อคลี่คลายในประเด็นข้อสงสัยต่าง ๆ ส่วนด้านการเยียวยาให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตนั้น ให้ดำเนินการตามสิทธิทางราชการโดยเร็วต่อไป


ทั้งนี้ พลทหารลือชานนท์ นันทบุตร อายุ 22 ปี เสียชีวิตอยู่ในค่ายกองพันทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการกองบัญชาการกองทัพไทย

วานนี้ (23 พ.ค. 62) นายคำแพง นันทบุตร อายุ 48 ปี พ่อของพลทหารลือชานนท์ เล่าว่า เมื่อบายวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา ตนได้รับแจ้งจากตำรวจสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่นว่า บุตรชายได้เสียชีวิตแล้วภายในค่ายทหาร หลังจากทราบข่าวตนกับญาติได้เดินทางไปรับศพลูกชาย และได้เห็นสภาพศพของบุตรชายมีแผลฟกช้ำตามร่างกายจำนวนมาก

รวมทั้งได้เห็นภาพถ่ายขณะที่ศพลูกชายนอนเสียชีวิต และสวมรองเท้าแตะทั้ง 2 ข้าง ซึ่งเป็นจุดที่น่าสงสัยสาเหตุการเสียชีวิตของลูกชายในครั้งนี้ นายคำแพง เล่าด้วยอาการโศกเศร้าว่า ตนมีลูกชายคนเดียว และลูกชายสมัคร ไปเป็นทหารเกณฑ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว ซึ่งทราบว่าลูกขายถูกไฟฟ้าช็อต และตกตึกลงมาจากชั้น 6 ตกลงมาค้างอยู่ชั้นที่ 2 ของอาคาร ภายในค่ายกองพันทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย สันนิษฐานว่า น้องนนท์ พยายามเข้าไปนอนในห้องพักชั้น 6 จึงปีนบันไดลิงจากชั้น 6 ลงมา เพื่อที่จะเข้าช่องทางหน้าต่าง แต่เกิดพลัดตกลงมา

จึงฝากวอนขอความเป็นธรรมนายกรัฐมนตรี ให้สอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้ชัดเจนโดยเร็ว เพราะครอบครัวมีลูกชายเพียงคนเดียวมีนิสัยดี ร่าเริง และที่สำคัญได้สมัครเข้าไปเป็นทหารด้วย โดยขณะนี้ตนและญาติๆ ยังไม่ปักใจเชื่อว่าลูกชายจะเกิดอุบัติเหตุจากการตกตึกสูงและเสียชีวิตเอง

ด้านนางแสงเดือน เดิมทำรัมย์ อายุ 39 ปี อาของพลทหารลือชานนท์ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า เมื่อช่วงวันที่ 17 พ.ค. 62 หลานชายยังได้ติดต่อกับเพื่อนๆ ในหมู่บ้าน อยู่ตลอดเพราะหลานเป็นนักกีฬาฟุตบอล ประกอบกับหลานเตรียมจะเดินทางกลับมาบ้านด้วยแต่ยังไม่ได้ขออนุญาตเนื่องจากติดช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์

ซึ่งในช่วงเวลา 20.00 น. ยังมีการพูดคุยและติดต่อกันตลอดกับหลานชาย จนถึงเวลา 21.00 น. หลานชายได้โทรศัพท์กลับมาหาพ่อที่บ้าน 6 สาย แต่พ่อไม่ได้รับสาย และเวลา 21.30 น. พ่อจึงได้โทรกลับแต่ก็ไม่มีใครรับสายแล้ว และหลังจากคืนวันนั้นก็ได้ติดต่อไปตลอดแต่ก็ไม่มีใครรับสาย จนกระทั่งพ่อของหลานชายได้รับการประสานจากตำรวจ สน.ประชาชื่น ว่าบุตรชายเสียชีวิตแล้ว

นางแสงเดือน เล่าต่อว่า เมื่อวันที่เดินทางไปรับศพหลานชาย ตนได้ไปดูสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งก็มีหลายจุดที่น่าสงสัย รวมทั้งได้พูดคุยกับเพื่อนๆพลทหารด้วยกัน แต่ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่รู้ ไม่เห็น อย่างไรก็ตาม ญาติๆ ได้รับแจ้งจากแพทย์โรงพยาบาลตำรวจว่า ขณะนี้ได้มีการเก็บหลักฐานเพื่อชันสูตรพลิกศพ อย่างละเอียดแล้ว ซึ่งจะทราบผลภายใน 45 วัน

ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตเบื้องต้นจากพนักงานสอบสวนลงความเห็นว่า กระดูกสันหลังส่วนนอกท่อนที่ 3 หักเคลื่อนจากการถูกของแข็งไม่มีคมกระแทก รวมทั้งเมื่อวันที่ไปรับศพนั้น ทางค่ายทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย แจ้งกับญาติว่าผ่านไป 3 วัน เพิ่งพบศพในที่เกิดเหตุ จึงรีบแจ้งให้ญาติ-ครอบครัว เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อฌาปนกิจศพพร้อมจองวัดให้เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ต้องนำศพกลับบ้าน

โดยอ้างว่า ศพมีสภาพเน่าเปื่อยและอืด โดยกองทัพจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับนายคำแพงเป็นอย่างมากว่า เหตุใดจึงไม่ให้ญาตินำศพไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่บ้าน

เหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ครอบครัวสงสัยถึงสาเหตุการเสียชีวิตของพลทหารลือชานนท์ เนื่องจากทางค่ายทหารสารวัตร สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย ระบุว่า ตกตึกเสียชีวิตแต่ขัดแย้งกับผลชันสูตร จากโรงพยาบาลตำรวจ ระบุว่าสาเหตุการตายเพราะ “กระดูกสันหลังส่วนอกท่อนที่ 3 หักเคลื่อน จากการถูกของแข็งไม่มีคมกระแทก”