ถือหุ้นสื่อ พรรคพลังประชารัฐ ส.ส. ส.ส. ถือหุ้นสื่อ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐถือหุ้นสื่อ

ศรีสุวรรณร้อง กกต.สอบ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 15 คนถือหุ้นสื่อ

Home / ข่าวทั่วไป / ศรีสุวรรณร้อง กกต.สอบ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 15 คนถือหุ้นสื่อ

ประเด็นน่าสนใจ

  • นายศรีสุวรรณ ยื่นเรื่องให้ กกต. ทำการตรวจสอบ ส.ส.ถือหุ้นสื่อ
  • ประกอบไปด้วย ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 15 คน พรรคชาติพัฒนา 1 คน

วันที่ 14 มิ.ย. 2562 ที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ กกต.ให้ทำการไต่สวน สอบสวน 15 ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และพรรคชาติพัฒนา 1 คน อาจเข้าข่ายมีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้ถือหุ้น ในกิจการสื่อมวลชน

นายศรีสุวรรณ ระบุว่า ทางสมาคมฯได้ตรวจสอบการเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของหลายพรรคการเมือง และเมื่อทำการตรวจสอบยืนยันกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

โดยตรวจสอบหนังสือบริคณห์สนธิ ทะเบียนผู้ถือหุ้น รวมถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้วพบว่า มี ส.ส. 15 คน ของพรรคพลังประชารัฐ เช่น น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.พปชร. จ.ราชบุรี เขต 3 และ ส.ส. พรรคชาติพัฒนา 1 คน ซึ่งเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1

มีรายชื่อเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาม ม.98(3) ของรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบ ม.42(3) แห่ง พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561

นายศรีสุวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมฯ จำต้องทำความจริงให้ปรากฏเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานสำหรับนักการเมืองที่จะเข้ามาสู่สภาฯ ต้องไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยและอยู่ภายใต้การบังคับใช้ของกฎหมายอย่างเคร่งครัดในเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต สมาคมฯ จึงจะนำความพร้อมพยานหลักฐานของผู้สมัครรับเลือกตั้งและ ส.ส. ของหลายพรรคการเมืองไปยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อไต่สวนสอบสวน ให้เป็นข้อยุติและเป็นบรรทัดฐาน

เพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ออกจากตำแหน่งและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง พร้อมลงโทษตาม ม.151 ของ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 ที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทําหนังสือยินยอม ให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 20 ปี”