ข่าวสดวันนี้ นักวิ่ง

หมอเผยวิธีป้องกัน มะเร็งกระเพาะอาหาร ทำได้ง่ายด้วยการใช้ช้อนกลาง

Home / ข่าวทั่วไป / หมอเผยวิธีป้องกัน มะเร็งกระเพาะอาหาร ทำได้ง่ายด้วยการใช้ช้อนกลาง

ประเด็นน่าสนใจ

  • ช้ช้อนกลางขณะรับประทานอาหารลดโอกาสเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้
  • มะเร็งกระเพาะอาหาเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ โพโลไรที่เกาะอยู่ตามเยื่อบุกระเพาะอาหาร
  • มะเร็งกระเพาะอาหารมักจะไม่ค่อยแสดงอาการ ดังนั้นควรหมั่นตรวจสอบตัวเอง

หลังจากที่วานนี้ ผู้คนจำนวนมากเข้าไปแสดงความอาลัยแก่ ตาต้า สาวนักวิ่งมาราธอน ที่เสียชีวิตจากมะเร็งกระเพาะอาหารนั้น (อ่านข่าว : ตาต้า นักวิ่งมาราธอน เสียชีวิตแล้ว หลังป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย)

ในวันเดียวกัน อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นพ.นรินทร์ วรวุฒิ ได้ออกมาเปิดเผยถึงวิธีป้องกันการเกิดโรคดังกล่าวข้างต้น ด้วยการให้ใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกัน

เพราะมะเร็งกระเพาะอาหารส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ โพโลไร ( Helicobacter pylori) ซึ่งอาศัยอยู่ที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร หากไม่มีการใช้ช้อนกลางก็จะทำให้แบคทีเรียชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้น 3-5 เท่าสำหรับคนไข้ภูมิคุ้มกันไม่ดี

สำหรับอาการของคนป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารนั้น แรกเริ่มจะไม่ออกอาการ แต่หากเป็นแล้วจะมีอาเจียนเป็นเลือด ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาการย่อยยาก ปวดท้องไม่รู้สาเหตุ โลหิตขางไม่รู้สาเหตุ จนกระทั่งแพร่กระจายก็จะมีภาวะตับโต ปวดท้อง น้ำในท้อง หรือคลำก้อนได้ที่ไหปลาร้าข้างซ้าย เมื่อมะเร็งแพร่กระจายเข้าต่อมน้ำเหลือง 

ทั้งนี้นอกจากคำแนะนำให้ใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกันแล้วเพื่อป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารแล้ว ยังมีข้อควรปฏิบัติเพื่อลดโอกาสการเกิดโรคนี้ได้ อาทิ

งดแอลกอฮอล์ บุหรี่ อาหารเค็ม อาหารหมักดอง อาหารปิ้งย่าง เนื้อสัตว์รมควันหรือใส่ดินประสิว กินผักและผลไม้ให้มาก ๆ เป็นประจำทุกวัน ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ถ้าพบว่ามีการติดเชื้อเอชไพโรไลของกระเพาะอาหารควรรีบรักษาให้หายขาด

เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวิธีในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งกระเพาะอาหารตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ดังนั้น จึงควรสังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ เช่น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ มีประวัติเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง หรือติดเชื้อเอชไพโลไร (H. pylori) เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาใช้กล้องส่องตรวจกระเพาะอาหารตั้งแต่ระยะก่อนมีอาการ โดยอาจต้องทำการตรวจปีละครั้ง ถ้าพบว่าเริ่มมีความผิดปกติจะได้รักษาได้ทัน เนื่องจากการรักษาในระยะแรกมักจะได้ผลดีหรือช่วยให้หายขาดได้

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดแสบลิ้นปี่ก่อนกินอาหาร หรือจุกแน่นท้องหลังกินอาหาร ถ้าเพิ่งเป็นครั้งแรกโดยไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ และมีอายุต่ำกว่า 40 ปี ให้กินยาต้านกรดครั้งละ 15-30 มิลลิลิตร หลังอาหาร 3 มื้อและก่อนนอน

ถ้ากินยาไป 2-3 วันแล้วอาการทุเลาลงให้กินยาต่อไปจนครบ 2 สัปดาห์ (แต่ถ้าอาการยังไม่ทุเลาตั้งแต่แรก หรือในกรณีที่กินยาครบ 2 สัปดาห์แล้วอาการยังไม่หายดี ควรรีบไปพบแพทย์)

และถ้าหายดีแล้วให้กินยาต่อไปจนครบ 6-8 สัปดาห์ (หากกินยาจนครบ 6-8 สัปดาห์ แล้วต่อมามีอาการกำเริบขึ้นอีก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ) แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอายุเกิน 40 ปี แม้จะมีอาการเป็นครั้งแรก และไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ก็ควรปรึกษาแพทย์

หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดรุนแรง ปวดนานเกิน 6 ชั่วโมง กระเทือนถูกเจ็บ อาเจียน ถ่ายอุจจาระดำ ตัวเหลืองตาเหลือง หรือมีน้ำหนักตัวลดลง เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว