ข่าวสดวันนี้ ไอเฟค

ศาลยกฟ้องอดีตผู้บริหาร ‘ไอเฟค’

Home / ข่าวทั่วไป / ศาลยกฟ้องอดีตผู้บริหาร ‘ไอเฟค’

ประเด็นน่าสนใจ

  • ศาลแพ่งพิพากษายกฟ้องนายศุภนันท์ อดีตกรรมการและผู้บริหาร “ไอเฟค” คดีที่ ก.ล.ต.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรณีขายหุ้นโดยอาศัยข้อมูลภายใน หลังนายศุภนันท์ แสดงหลักฐานสำคัญ
  • สาเหตุที่ผู้ลงทุนเทขายหุ้นของบริษัทเกิดจากความไม่มั่นใจในการบริหารงานตามโครงสร้างใหม่ที่ปรากฏในสื่อหนังสือพิมพ์รวมถึงเกิดความขัดแย้งภายในของกรรมการผู้บริหารของบริษัท “IFEC”

วันที่ 13 พ.ย. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นโจทก์ ฟ้องนายศุภนันท์ ฤทธิไพโรจน์ ต่อศาลแพ่ง รัชดาฯ เช้าวันที่ 12 พ.ย.2562 โดยศาลได้นัดคู่ความฟังคำพิพากษา จากพยานหลักฐานข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 นายศุภนันท์ฯ ขายหุ้นบริษัท“ IFEC” ผ่านบัญชี ซื้อขายหลักทรัพย์ 2 บัญชี เหตุเกิดขณะนายศุภนันท์ฯเป็นกรรมการของบริษัท “IFEC”   ก.ล.ต.ให้นายศุภนันท์ฯ ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว มีความเห็นว่าไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต.ได้

ทั้งนี้ ตัวแทนระดับผู้อำนวยการของ ก.ล.ต. เบิกความว่า เมื่อวันนายศุภนันท์ฯ ขาย หุ้นของบริษัท “IFEC” จำนวน 140,000 หุ้น

โดยวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 บริษัท “IFEC” จัดประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 11/2559 ซึ่งนายศุภนันท์ฯเข้าร่วมประชุมด้วย

ในการประชุมมีผู้กล่าวถึงสถานะทางการเงินของบริษัท ว่ามีกระแสเงินสดไม่พอชำระหนี้ตั๋วแลกเงินที่จะครบกําหนดปลายปี 2559 จํานวน 1,635 ล้านบาท ซึ่งหากบริษัทผิดนัดชําระหนี้ตั๋วแลกเงินเป็นจำนวนรวมกันเกินกว่า 300 ล้านบาท บริษัทจะต้องถูกบังคับให้ชําระหนี้หุ้นกู้ 3,000 ล้านบาท

ทั้งนี้วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559  นายศุภนันท์ฯ ขายหุ้นบริษัท “IFEC” ถือได้ว่านายศุภนันท์ฯ ล่วงรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสําคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น และกระทําความผิดโดยอาศัยข้อมูลภายใน อันเป็นสาระสําคัญต่อการ และเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น บริษัท “ IFEC” ที่ยังมิได้เปิดเผยต่อประชาชน ในประการที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบต่อบุคคลภายนอก ซึ่งที่ประชุม มีการกล่าวว่า “กระแสเงินสดปัจจุบันมีอยู่ไม่พอจ่ายในช่วงสิ้นปี”

คำพูดนี้ กล่าวโดยผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง  และไม่ได้รับมอบหมายจากบริหารด้านการเงิน  ที่คิดเอาเอง และในช่วงที่มีผู้พูดเช่นนั้น  นายศุภนันท์ฯ ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม เนื่องจากออกไปเตรียมเอกสารและเทปเพื่อจะเข้าไปพูดเสนอต่อที่ประชุมฯ ในวาระอื่น
เมื่อพิจารณาปัญหาและแนวทางแก้ไขมีใจความพอสรุปได้ว่างบการเงินของบริษัท” IFEC”ตั้งแต่เดือน มกราคมถึงเดือนสิงหาคม 2559 ยังดีอยู่ สินทรัพย์ทั้งหมดประมาณ 8,000 ล้านบาท แต่มีภาระหนี้ 7,500 ล้านบาท เบื้องต้นแก้ไขปัญหาตั๋ว BE โดยการเจรจา

ในส่วนตั๋ว PE ควรจะทําProject Finance อย่างจริงจัง  หากขาย Solar 4 โครงการ และ Biomass กับ โรงแรมดาราเทวี จะเหลือหนี้น้อยลงมากจะเป็นผลดีต่องบการเงิน การเจรจากับสถาบันการเงินจะง่ายขึ้น”บริษัทจึงก็ยังมีทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยการขายทรัพย์สินของบริษัทชําระหนี้ จึงไม่ใช่ข้อมูลในทางลบเสียทีเดียว เนื่องจากที่ผ่านมาผลประกอบการของบริษัทก็มีแนวโน้มที่ดี

ทั้งนี้สาเหตุที่ทําให้ราคาหุ้นของบริษัท “ IFEC” ในระหว่างวันที่ 6 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 11 มกราคม 2560 มีแนวโน้มลดลง โดยวันที่ 11 มกราคม 2560 มีราคาปิดอยู่ที่ 3.10 บาท เป็นการปรับตัวลดลงร้อยละ 11.93 ตามข้อมูลซื้อขายหุ้นเอกสารหมาย จ.18 ก็น่าจะมีสาเหตุมาจากการที่นักลงทุนทราบข้อมูลทางสื่อในวันที่ 27 ธันวาคม 2559 เกี่ยวกับข่าวลือการผิดนัดชําระหนี้ตั๋วแลกเงิน

อีกทั้งโจทก์ก็ได้หยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท “IFEC” เป็นการชั่วคราว ซึ่งจะทําให้นักลงทุนลังเลใจว่าจะลงทุนต่อหรือไม่ อีกทั้งวันที่ 30 ธันวาคม 2559 และวันที่ 5 มกราคม 2560 บริษัท “ IFEC” ได้แจ้งข่าวผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยชี้แจงปัญหาการชําระหนี้ตั๋วแลกเงินโดยให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนต่อผู้ลงทุน

อีกทั้งนายศุภนันท์ฯ ถูกกลุ่มบุคคลที่ขัดแย้งกับนายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ (ประธานกรรมการ)   พูดจาข่มขู่ให้วางมือและให้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท หรือไม่ก็ให้มาเป็นพวกเดียวกับพวกตน นายศุภนันท์ฯ จึงเกิดความกังวล รู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิต  นายศุภนันท์ฯ จึงตัดสินใจจะลาออกจากบริษัทและขายหุ้นออกไป  เรื่องที่ถูกข่มขู่นี้ นายศุภนันท์ฯ ได้แจ้งความลงบันทึกประจําวันให้ดําเนินคดีต่อกลุ่มบุคคลดังกล่าว มีหลักฐานแสดงต่อศาล

นอกจากนี้ยังได้ความจากนายแพทย์วิชัย ว่าการประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 11/2559 มีผู้แจ้งต่อ คณะกรรมการ ว่าในการชําระหนี้ตั๋วแลกเงินที่ถึงกําหนดในเดือนธันวาคม 2559 จํานวน 800 ล้านบาท บริษัท “IFEC” สามารถชําระได้โดยหักเงินจากบัญชีธนาคาร 2 เล่ม จํานวน 700 ล้านบาท

ช่วงนั้น ผู้ถือหุ้นรายหนึ่ง กับพวก ถือหุ้นร้อยละ 25.20 ของทุนจดทะเบียน ทำหนังสือถึงกรรมการบริษัท โดยขอเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของบริษัท “IFEC”ทั้งหมด  อันมีนัยสำคัญที่จะต้องทำคำเสนอซื้อมายังบริษัท   ต่อมาบริษัท “IFEC”เป็นโจทก์ฟ้องผู้ถือหุ้นรายนั้นกับพวกที่ศาลอาญา เกี่ยวกับความผิดฐานเข้าครอบงำบริษัทมหาชนโดยมิชอบ ปรากฏเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ ย่อมทำให้มีเจ้าหนี้ของบริษัทหลายรายไม่แน่ใจถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานอันเป็นสาเหตุที่บริษัทต้องจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ 700 ล้านบาท และเป็นมูลเหตุให้หุ้นของบริษัท “IFEC” ตกจากราคาหุ้นละ 4.84 บาทเรื่อยมา

พยานหลักฐานที่นำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า การที่นายศุภนันท์ฯขายหุ้นฯ  ไม่ได้อาศัยข้อมูลภายใน แต่เป็นการขายเนื่องจากถูกคุมคามข่มขู่จากกลุ่มบุคคล  ตามที่นายศุภนันท์ฯ ได้แจ้งความดำเนินคดีไว้ และเหตุที่ผู้ลงทุนเทขายหุ้นของบริษัทเกิดจากความไม่มั่นใจในการบริหารงานตามโครงสร้างใหม่ที่ปรากฏในสื่อหนังสือพิมพ์ รวมถึงเกิดความขัดแย้งภายในของกรรมการผู้บริหารของบริษัท “IFEC”

การกระทำของนายศุภนันท์ฯจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 241 โดยศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์