ตำรวจ เผย วงจรปิดจับภาพมือระเบิดบิ๊กซีราชดำริได้

Home / ข่าวทั่วไป / ตำรวจ เผย วงจรปิดจับภาพมือระเบิดบิ๊กซีราชดำริได้
ภาณุพงศ์ สิงหรา
ภาณุพงศ์ สิงหรา

ภาณุพงศ์ ชี้ระเบิดราชดำริเป็นชนิด M67 ดัดแปลงพิเศษต่อสายชนวนตั้งเวลาด้วยนาฬิกาปลุก รัศมีทำลาย 15 เมตร

27 ก.ค. รายงานข่าวแจ้งว่า ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เมื่อวันที่ 26 กค. พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา (สบ.10)? กล่าวถึงกรณีระเบิดที่บริเวณหน้าห้างบิ๊กซีสาขาราชดำริว่า? พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. ได้ให้ความสำคัญกับคดีดังกล่าวและเป็นที่สนใจ พร้อมทั้งสั่งการให้ตนประสาน กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการสอบสวนกลาง สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน ร่วมสืบสวนสอบสวนเหตุดังกล่าว

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นระเบิดชนิด M67 โดยใช้เพียงลูกเดียว แต่ใช้วิธีการพิเศษ ที่ปกติจะเป็นระเบิดแบบขว้าง แต่เหตุดังกล่าวคนร้ายนำมาประกอบต่อสายชนวนตั้งเวลาด้วยนาฬิกา การต่อวงจรระเบิดแบบนี้ทำได้ยากและค่อนข้างละเอียดกว่าเหตุระเบิดของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะลักษณะการต่อวงจรของทาง 3 จังหวัดชายแดนใต้จะไม่สลับซับซ้อนเท่าที่ควร แต่จะเน้นปริมาณของวัตถุระเบิดให้เกิดความรุนแรงมากกว่า สำหรับจุดที่เกิดระเบิดขึ้นนั้นเป็นจุดที่คนเดินผ่านสัญจรไปมาตลอด ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเหตุระเบิดที่ผ่านมานั้นพบว่า คล้ายกับที่คนร้ายก่อเหตุขึ้น 2 แห่ง คือ เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 53 ในท้องที่ของ สน.โคกคราม และวันที่ 3 เม.ย. 53 ในท้องที่ สน.นางเลิ้ง เจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้เอาไว้ได้ทั้งหมด เบื้องต้นยังไม่มั่นใจว่าจะเป็นคนร้ายชุดเดียวกันหรือไม่ เนื่องจากคนร้ายอาจจะมีความรู้เรื่องระเบิดคล้ายๆกัน แต่อาจเป็นคนร้ายแต่ละกลุ่ม โดยจะยังตรวจสอบไปยังต่างจังหวัดว่าเคยเกิดเหตุลักษณะนี้หรือไม่ ขณะที่ฝ่ายสืบสวนสามารถเก็บข้อมูลพยานในที่เกิดเหตุมาได้ส่วนหนึ่ง แต่ในส่วนตำหนิรูปพรรณของคนร้ายยังไม่ชัดเจนอาจเป็นเพียงภาพผู้ต้องสงสัย ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะเป็นคนร้ายตัวจริงหรือไม่อย่างไร ซึ่งคงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบก่อน

“ส่วนกล้องวงจรปิดที่สามารถจับภาพของผู้ต้องสงสัยได้นั้น จะนำมาประกอบกับตำหนิรูปพรรณของคนร้ายที่ได้จากสถานที่เกิดเหตุ รวมทั้งพยานผู้เห็นเหตุการณ์และพยานวัตถุ ซึ่งขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปมากพอควร โดยตนจะคอยวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำงานให้เป็นระบบ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดและให้งานสืบสวนสอบสวนเป็นไปด้วยความรวม เร็ว”

?ในส่วนหน้าที่ของตำรวจเมื่อเกิดเหตุก็ต้องมีการสืบสวนจับกุม แต่คดีนี้เมื่อเหตุเกิดทางเจ้าหน้าที่ก็ต้องสืบสวนเอาตัวคนร้ายให้ได้ ขณะเดียวกันต้องระวังไม่ให้เหตุเกิดขึ้นอีก ไม่ว่าในท้องที่นครบาลหรือในท้องที่ใดๆ ซึ่งทุกจุดเราให้ความสำคัญหมด ทั้งบ้านของบุคคลสำคัญ สถานที่ราชการ บ้านพักสถานทูตทั้งไทยและต่างประเทศ ส่วนเรื่องการจะยกเลิก พรก.ฉุกเฉินนั้น เป็นหน้าที่ประเมินของรัฐบาล?พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ กล่าว

เรียบเรียงข่าวโดย Mthai news