MThai ข่าวภาคซ่าส์ ค้าขายไม่ค่อยดี หรือปีนี้จะได้กินต้มยำกุ้ง??

Home / Mthai Buster, คลิป / MThai ข่าวภาคซ่าส์ ค้าขายไม่ค่อยดี หรือปีนี้จะได้กินต้มยำกุ้ง??

ในช่วงนี้ในเว็บไซต์ Mthai.com หรือตามเว็บบอร์ดต่างๆ เริ่มมีพ่อค้าแม่ค้ามาตั้งกระทู้บ่นถึงความเงียบของตลาดที่ไม่ค่อยมีใครใช้เงินมาจับจ่ายซื้อของเลย โดยหลายคนเริ่มสังเกตว่าเงียบแบบนี้มาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว จะกระทั่งช่วงปีใหม่มาถึงตอนนี้ก็ยังเงียบหนักไปอีก จนบางคนถึงกับตั้งคำถามว่าเศรษฐกิจไม่ดี หรือนี่จะเป็นสัญญาณวิกฤตเศรษฐกิจแบบคราวต้มยำกุ้งปี 2540

วันนี้ MThai ข่าวภาคซ่าส์ จะพาไปย้อนวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งอีกครั้งว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ทำไมพังกันหมด

ไม่ได้เกิดเฉพาะในไทยเท่านั้นแต่พังกันทั้งเอเชีย ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ รวมถึงญี่ปุ่นก็ทรุดตัวลง แต่ไทยหนักสุด จนถึงตอนนี้ก็ยังหาสาเหตุได้ไม่ชัดเจนว่าที่มาเกิดจากอะไร แต่ในไทยเกิดขึ้นเมื่อ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี ประกาศผ่านทีวีว่า ลอยตัวค่าเงินบาท ตัดการอิงเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ จุดเริ่มต้นของการพังพินาศก็เริ่มต้นขึ้นหลายบริษัทเจ๊ง ลดจำนวนพนักงาน  ซึ่งต่อมามีข้อมูลที่น่าสนใจจากรายงานของวิเคราะห์5สาเหตุ“ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิกฤตทางเศรษฐกิจ”

cats

1.การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด : ปี 2530 – 2539 ในช่วงที่เศรษฐกิจของไทยเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง

ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยก็มีการขาดดุล และเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ประเทศไทยต้องประสบปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 14,350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งออกที่หดตัวลง 1.9% จากที่เคยขยายตัวสูงในปีก่อนหน้าถึง 24.82%

2.ปัญหาหนี้ต่างประเทศ หรือ IMF ปี 2533  

ไทยรับพันธะสัญญาข้อที่ 8 ของไอเอ็มเอฟ  เพื่อเปิดระบบการเงินของไทยสู่สากลต่อมาในปี2536มีธนาคารพาณิชย์ มากถึง 46 แห่งได้รับมอบใบอนุญาตให้ดำเนินการได้ สรุปคือมีการเปิดเสรีทางการเงิน

ทำให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศได้สะดวก โดยไม่มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนคือตอนกู้ กู้มา 25 บาท/ดอลล่าร์ แต่ตอนใช้คืน อัตราแลกเปลี่ยนมันสูงขึ้นเท่าตัวนะสิ

3.การลงทุนเกินตัว และฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ในช่วงปี 2530-2539  ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้เติบโตขึ้นเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน สนามกอล์ฟ สวนเกษตรเนื่องจากผู้ประกอบการมีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศที่กำลังร้อนแรงได้ง่าย

เพื่อมาลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ นอกจากนั้นแล้ว ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เกิดความต้องการเก็งกำไรซึ่งได้ดึงดูดให้มีผู้เข้ามาลงทุนในธุรกิจอย่างมากเช่น การซื้อขายใบจอง บ้าน ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด เป็นต้น หลายคนก็อยากจะจับเสือมือเปล่า ซื้อกระดาษใบจองมาเก็งราคา เอาไปขายต่อหวังได้ราคาดี แต่สุดท้ายเกิดปัญหามันเลยพังเป็นโดมิโน่ กระดาษใบจองที่เสียเงินซื้อมากลับไม่มีค่าอะไรเลย

4.ประสิทธิภาพในการดำเนินงานของสถาบันการเงิน

ปลายปี 2539 เกิดปัญหาความไม่เชื่อมั่นอย่างรุนแรงต่อสถาบันการเงินในประเทศรัฐบาลสั่งปิดบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์  ปิดธนาคารพาณิชย์ รวม 58 สถาบันการเงินรัฐบาลใช้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินซึ่งเป็นหน่วยงานของธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าสนับสนุนให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่าง ๆ หมดเงินไปกว่า 6แสนล้านบาท เมื่อลูกหนี้เริ่มไม่สามารถชำระหนี้ได้โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีการลงทุนเกินกว่าความต้องการซื้อทำให้ธนาคารมีปัญหาสภาพคล่อง หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ สูงสุดที่ 52.3%

5.การโจมตีค่าเงินบาท

นักลงทุนต่างชาติถือโอกาสโจมตีค่าเงินบาทของไทย โดยอาศัยข้ออ้างจากปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งหมดที่ว่ามา ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยนำเงินทุนสำรองทางการถึง 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หรือคิดเป็น 2 ใน 3 ของเงินสำรองทั้งหมด มาใช้เพื่อปกป้องค่าเงินบาทจนทำให้ณ.วันที่ 2 ก.ค. 40 มีเงินสำรองทางการเหลืออยู่เพียง 2,850 ล้านดอลลาร์สหรัฐเทียบกับเมื่อปลายปี 2539 ที่เคยมีถึง38,7 00 ล้านดอลลาร์สหรัฐและเป็นวันที่ นายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าแบงค์ชาติ ประกาศ “ลอยตัวค่าเงินบาท”และยังถือเป็นวันเริ่มต้นแห่งการเข้าสู่ “วิกฤตเศรษฐกิจ” ครั้งที่เลวร้ายที่สุดของ.. ประเทศไทย

อย่างไรก็ตามทั้งหมดทั้งมวลจะเห็นได้ว่าถ้าเทียบกับปี 2558 ยังไม่มีความรุนแรงเทียบเท่าปี 2540 แต่การค้าขายไม่ได้น่าจะมาจากเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองรวมถึงคนหันมาประหยัดกันมากขึ้น รอบคอบในการใช้เงินมากขึ้น ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้โตขึ้นได้ยังไง แต่ก็เห็นใจพ่อค้าแม่ค้าทุกคน แต่การลงทุนคือความเสี่ยงเพราะฉะนั้นต้องทำใจและหมั่นศึกษาหาทางหนีทีไล่มีแผนสำรองในการดำเนินธุรกิจเผื่อวันหนึ่งเราล้มแล้่ว ก็ยังมีหนทางให้เดินต่อไปได้อีก

MThai News