พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขั้นตอนและความสำคัญของพระราชประเพณี

หน้าแรก / พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขั้นตอนและความสำคัญของพระราชประเพณี

ตามโบราณราชประเพณี การเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์จะทรงรับการบรมราชาภิเษกเฉลิมพระปรมาภิไธยเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นพระราชพิธีสำคัญยิ่ง เป็นการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ทรงพระเกียรติยศสูงสุดสมกับที่ ทรงเป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย

ซึ่งเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2562 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระหว่างวันที่ 4 – 6 พฤษภาคม 2562 เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลแก่บ้านเมือง

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทย

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีที่พระมหากษัตริย์ไทย ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการด้วยการถวายน้ำอภิเษกและการสวมพระมหาพิชัยมงกุฎโดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกได้แบ่งออกเป็น 2 พระราชพิธีสำคัญคือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกและพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

โดยเป็นการผสมผสานกันระหว่างธรรมเนียมของศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ ซึ่งต้องย้อนกลับไปหลายศตวรรษ โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกประกอบไปด้วย พระราชพิธีสรงพระมูรธาภิเษก พระราชพิธีถวายน้ำอภิเษก พระราชพิธีถวายเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ และการสถาปนาพระราชินีและพระราชวงศ์ ส่วนพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรเป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นโดยเหล่าสมาชิกของราชวงศ์ในพระบรมมหาราชวัง

ภายหลังจากประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสร็จสิ้นแล้ว พระมหากษัตริย์ที่ผ่านการสวมมงกุฎแล้วจะประทับพระที่นั่งราชยานพุดตานทองไปประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะและเสด็จไปสักการะพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมราชบูรพการี

กำหนดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 10

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเพื่อความเป็นสวัสดิมงคลของประเทศชาติเป็นที่ปลาบปลื้มปีติยินดีของพสกนิกรโดยทั่วกัน มีกำหนดการพระราชพิธีเป็น 3 ช่วง คือ

1. พระราชพิธีเบื้องต้น ประกอบด้วย การเตรียมน้ำอภิเษก การจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกร ระหว่างวันที่ 6 – 23 เมษายน พุทธศักราช 2562

2. พระราชพิธีเบื้องกลาง พระราชพิธีบรมราชาภิเษก กำหนดวันที่ 2 – 6 พฤษภาคม
พุทธศักราช 2562

3. พระราชพิธีเบื้องปลายคือ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคไปยังวัดอรุณราชวราราม ในปลายเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2562

กำหนดการเดือนเมษายน

  • 6 เมษายน 62 ที่จะมีพลีกรรม ตักน้ำทุกจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน
  • 8-9 เมษายน 62 พิธีปลุกเสกน้ำทุกจังหวัดพร้อมกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน
  • 18-19 เมษายน 62 เสกน้ำรวมที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
  • 22-23 เมษายน 62 พิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ

กำหนดการเดือนพฤษภาคม

  • 2 พฤษภาคม 62 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จบวงสรวงด้วยพระองค์เอง
  • 3 พฤษภาคม 62 พิธีเชิญพระสุพรรณบัฏเข้าวัง ประกาศการบรมราชาภิเษก โดยจะมีคณะรัฐมนตรีร่วมด้วย
  • 4 พฤษภาคม 62 จะมีกิจกรรมตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงค่ำ ตั้งแต่การบรมราชาภิเษก การถวายพระพร ประกาศพระองค์เป็นศาสนูปถัมภก สักการะพระบรมอัฐิ เฉลิมพระแท่นบรรจถรณ์
  • 5 พฤษภาคม 62 ช่วงเช้าจะเฉลิมพระปรมาภิไธย ขณะที่ช่วงเย็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเลียบพระนคร
  • 6 พฤษภาคม 62 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกให้ประชาชนและคณะทูตเข้าเฝ้า

ขั้นตอนพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 10

1. พิธีทำน้ำอภิเษก ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกต้องเตรียมพิธีทำน้ำอภิเษก โดยทำพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั่วราชอาณาจักร จำนวน 107 แห่งตามโบราณราชประเพณี และทำพิธีพร้อมกันในวันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2562 ตั้งพิธีทำน้ำอภิเษก ณ พระอารามสำคัญประจำจังหวัดของแต่ละจังหวัด 76 แห่ง ในวันที่ 8 เมษายน และเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษกในวันที่ 9 เมษายน

จากนั้นทุกจังหวัดเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์จากจังหวัดมาตั้งไว้ในพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม เพื่อเสกน้ำอภิเษก ประกาศชุมนุมเทวดา ทำน้ำเทพมนตร์เจริญพระพุทธมนต์ ทำน้ำพระพุทธมนต์รวมกับน้ำอภิเษกของกรุงเทพมหานคร (จากหอศาสตราคม พระบรมมหาราชวัง) ในวันที่ 18 เมษายน และแห่เชิญน้ำอภิเษกของ 77 จังหวัดรวมทั้งน้ำเบญจสุทธคงคา (แม่น้ำบางปะกงแม่น้ำป่าสักแม่น้ำเจ้าพระยาแม่น้ำราชบุรีและแม่น้ำเพชรบุรี)

และน้ำจากสระ 4 สระ (สระแก้ว สระเกษ สระคา สระยมนาในจังหวัดสุพรรณบุรี) จากวัดสุทัศนเทพวรารามไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันที่ 19 เมษายน เพื่อพราหมณ์ประกอบพิธี

2. การจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ และพระราชลัญจกร วันที่ 22 และ 23 เมษายน พิธีจารึกพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระปรมาภิไธย ดวงพระบรมราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาล ตลอดจนจารึกพระสุพรรณบัฏพระบรมวงศ์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

3. ถวายราชสักการะสมเด็จพระบรมราชบุพการี วันที่ 2 พฤษภาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสรณ์รัชกาลที่ 5 ณ พระลานพระราชวังดุสิต จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปถวายราชสักการะปฐมบรมราชานุสรณ์ ณ  เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า และเสด็จฯ ไปยังพระบรมมหาราชวังเพื่อทรงบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์

4. การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 3 พฤษภาคม พิธีแห่เชิญพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ และพระราชลัญจกรประจำรัชกาลจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปยังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จากนั้นสมเด็จพระเจ้าอยูหัว เสด็จฯ ไปทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ทรงนมัสการพระรัตนตรัย ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยถวายบังคมพระบรมอัฐิพระอัฐิณ หอพระธาตุมณเฑียรได้เวลามหามงคลฤกษ์ จุดเทียนชัย พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ประกาศการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต

5. บรมราชาภิเษกและเฉลิมพระราชมณเฑียร วันที่ 4 พฤษภาคม ทรงสรงพระมุรธาภิเษก ณ มณฑปพระกระยาสนาน บริเวณชาลาพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน โดยน้ำสรงพระมุรธาภิเษกเป็นน้ำจากเบญจสุทธคงคา น้ำจากสระ 4 สระ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี และทรงรับน้ำพระพุทธมนต์และน้ำเทพมนตร์ตามลำดับทรงรับน้ำอภิเษก ซึ่งเป็นน้ำจากทุกจังหวัดที่ประกอบพิธีแล้ว ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์

จากนั้นทรงรับพระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องบรมขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสงราชศัสตราวุธ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงรับการถวายพระพรชัยมงคลจากพระบรมวงศานุวงศ์คณะองคมนตรีคณะรัฐมนตรีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เสด็จฯ โดยขบวนราบใหญ่ ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

เพื่อทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก เสด็จฯ ไปถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชณปราสาทพระเทพบิดร และเสด็จฯ ไปถวายบังคมพระบรมอัฐิพระอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการีณพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงพระแท่นราชบรรจถรณ์ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

6. พระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย สถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์ และเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค วันที่ 5 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยในการพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธยพระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์

จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ไปยังวัดบวรนิเวศวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพื่อทรงนมัสการพระพุทธปฏิมาประธานและพระบรมราชสรีรางคาร

7. เสด็จออกทรงรับการถวายพระพรชัยมงคล วันที่ 6 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ ท้องพระโรง พระที่นั่ง สุทไธสวรรย์ปราสาท ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ผู้นำศาสนาและผู้แทนคณะพาณิชย์เฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล แล้วเสด็จออก ณ สีหบัญชร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชาชนเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลจากนั้นเสด็จออกให้คณะทูตานุทูต และกงสุลต่างประเทศเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลณ ท้องพระโรง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

8. เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคหลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ในปลายเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคไปยังวัดอรุณราชวราราม เพื่อทรงบeเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ประกาศขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน แต่งกายด้วยเสื้อสีเหลืองระหว่างเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม 2562 เพื่อเทิดพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดี ขณะที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้จัดทำเสื้อโปโลสีเหลืองประดับตราสัญลักษณ์ฯ ซึ่งเป็นเสื้อต้นแบบของรัฐบาล

พร้อมเปิดจำหน่ายให้แก่ประชาชน ระหว่างเวลา 9.00-14.00 น. ณ เรือนพอเพียง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยจำหน่ายในราคาตัวละ 290 บาท รวมทั้งเปิดให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนสั่งจองเสื้อโปโลสีเหลืองประดับตราสัญลักษณ์ฯ ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสั่งจองเสื้อโปโลสีเหลืองประดับตราสัญลักษณ์ฯ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (www.opm.go.th) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองการเจ้าหน้าที่ และร้านค้าสวัสดิการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โทร. 0-2283-4275-8, 0-2283-4281-7 และ 0-2283-4764-5 กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กองกลาง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี