รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ประจำวันที่ 15 มีนาคม 2552

Home / ข่าวการเมือง / รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ประจำวันที่ 15 มีนาคม 2552

09-03-15-021

วันนี้ (15 มี.ค.) เวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ ?เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์? เป็นครั้งที่ 9 โดยเป็นการบันทึกเทปรายการระหว่างเดินทางไปเยือน สหราชอาณาจักรตามคำเชิญของรัฐบาลอังกฤษ

ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดังนี้สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพครับ? กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับทุกวันอาทิตย์

สัปดาห์นี้ผมอัดรายการมาจากที่ประเทศอังกฤษ? เพราะว่าผมได้มาเยือนประเทศอังกฤษตามคำเชิญของรัฐบาลอังกฤษ? ซึ่งเดี๋ยวช่วงที่ 2ในรายการ เราคงจะมาพูดกันถึงการเดินทางมาครั้งนี้

สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ? หลังจากที่ผมได้มีโอกาสพบปะกับพี่น้องประชาชนที่จังหวัดลพบุรีเมื่อสัปดาห์ ที่แล้ว? ก็ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับรัฐมนตรีทุกท่าน? ซึ่งทางรัฐบาลได้ขอให้ไปลงพื้นที่ทั่วประเทศ

โดยรวมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่ารัฐมนตรีทุกท่านได้ไปติดตามงานที่เป็น นโยบายสำคัญของรัฐบาล? และค่อนข้างที่จะพึงพอใจกับการได้มีโอกาสไปพบปะชี้แจงพี่น้องประชาชนเกี่ยว กับนโยบายสำคัญ ๆ? เหมือนกับที่สัปดาห์ที่แล้วผมได้ตั้งวงพูดคุยกับทางผู้สูงอายุกับอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

แต่ก็จะมีอีกหลายพื้นที่ซึ่งมีการลงไปชี้แจง ทั้งในเรื่องของโครงการชุมชนพอเพียง? ทั้งในเรื่องของมาตรการอื่น ๆ ซึ่งรัฐบาลกำลังดำเนินการ? ขณะเดียวกันครับการรับฟังปัญหาต่าง ๆ? ได้ทำอย่างเป็นระบบ? และได้มีการมารายงานแลกเปลี่ยนกันในคณะรัฐมนตรี (ครม.)

อยากจะเรียนว่าปัญหาใหญ่ซึ่งเรามีความเป็นห่วงในขณะนี้คือ ปัญหาภัยแล้ง? ซึ่งชัดเจนมากว่าในหลายพื้นที่ของประเทศไทยปีนี้จะประสบกับปัญหาภัยแล้งค่อน ข้างจะรุนแรง? ในเรื่องนี้ผมได้ขอให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี พลตรี สนั่น? ขจรประศาสน์? ได้จัดการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง? มีการตั้งเป็นกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมา เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกันในแง่ของภาคการเกษตรเอง? สัปดาห์นี้จะเป็นการเริ่มต้นในเรื่องของโครงการรับจำนำข้าวนาปรัง?? ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติได้มีการพิจารณารายละเอียดเงื่อนไขของ โครงการ? ในระหว่างที่ผมกำลังอัดรายการนี้อยู่

ในสัปดาห์หน้าคงมีจะได้มีโอกาสมาพูดคุยกันถึงรายละเอียด? แต่อยากจะย้ำว่าเราได้เตรียมความพร้อมในเรื่องนี้พอสมควร? และก็ต้องการที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร? ในส่วนของข้าวนาปรัง? ราคาแน่นอนครับ? คงจะเทียบกับข้าวนาปีไม่ได้

แต่เชื่อว่าจะเป็นราคาที่ช่วยทำให้ตลาดขยับไปในทางที่ดีขึ้น? ขณะเดียวกันก็จะทำให้โครงการนี้เป็นโครงการที่มีปัญหาน้อยลง? เทียบกับที่ผ่านมาในแง่ของปัญหาที่ต้องมีการบริหารจัดการจากการที่ราคาอาจจะ ฝืนสภาพของตลาดมากจนเกินไป? ซึ่งเรื่องนี้คงจะได้มาพูดคุยรายละเอียดกันในสัปดาห์เช่นเดียวกัน

สัปดาห์ที่ผ่านมามีอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกร? นั่นคือปัญหาที่ทำกิน? โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือมีเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยได้มาชุมนุมเรียก ร้องปัญหาซึ่งค่อนข้างที่จะเรื้อรังมาเรียกว่าหลายปี หลายรัฐบาลทีเดียว

ในเรื่องนี้ผมได้จัดให้มีการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมา และได้มีการประชุมพูดคุยกันกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง? ไม่ว่าจะเป็นทางเกษตรกรเอง?? ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้? ซึ่งเรื่องนี้ก็ครอบคลุมไปตั้งแต่ที่ราชพัสดุ? ที่ในเขตป่าสงวน? ที่อุทยาน? ที่ ส.ป.ก.

ซึ่งทั้งหมดนี้ได้มีการพูดคุยอย่างนี้ครับว่า รัฐบาลมีนโยบายในเรื่องที่ทำกินอย่างชัดเจน? ที่ผ่านมาเราได้ทำหลายเรื่องที่ชี้ชัดว่าเราต้องการที่จะรักษาที่ให้กับพี่ น้องเกษตรกร ที่มีความจำเป็นที่จะต้องทำกินในพื้นที่ หรือที่ดินที่มีความจำเป็นในการที่จะประกอบอาชีพ ในการที่จะเลี้ยงดูตนเอง

เราจะใช้เครื่องมือที่มีความหลากหลายมากขึ้น? นอกจากกฎหมายที่เคยใช้กันอยู่? รวมทั้งกฎหมายปฏิรูปที่ดิน? รัฐบาลก็มีนโยบายใหม่ในเรื่องของธนาคารที่ดิน และในเรื่องของโฉนดชุมชน สิ่งสำคัญที่เราได้พูดคุยกับพี่น้องที่ได้มาชุมนุมทั้ง 4 ภาคคือว่าเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม?? และที่ทำกิน

ขณะเดียวกันถ้าหากว่ามีปัญหาในเชิงกฎหมาย ในเชิงโครงสร้าง ก็เป็นเรื่องที่จะต้องมาร่วมกันพิจารณาแก้ไข? โดยให้พี่น้องประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง? ก็มีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมา และให้เวลาในการทำงาน 90 วัน? ที่คิดว่าจะสะสางปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่ดินทำกินในทุกภูมิภาค? ในกลุ่มของเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน

ก็เรียนว่าเรื่องนี้กับเรื่องหนี้สินก็เป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งที่รัฐบาล ชุดปัจจุบันได้พยายามที่จะแก้ไขปัญหาเรื้อรัง? ซึ่งอาจจะใช้เวลาบ้าง?? แน่นอนที่สุดไม่ได้ถูกใจพี่น้องประชาชนในทุกเรื่อง? แต่เราจะพยายามลดเงื่อนไข? ซึ่งเป็นปัญหาเป็นอุปสรรค และบางครั้งก็เป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับพี่น้องประชาชน

โดยในระหว่างที่เราทำการแก้ไข ทำการดำเนินการในเรื่องนี้? จะมีความอะลุ่มอล่วยในการปฏิบัติต่อพี่น้องประชาชนจากเจ้าหน้าที่? ซึ่งก็มีความจำเป็นในการรักษากฎหมาย? เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็คือความคืบหน้าในเรื่องของการแก้ปัญหาในภาคการเกษตร

สำหรับปัญหาเศรษฐกิจโดยรวมขอเรียนอย่างนี้ครับว่า ผมเคยคุยกับพี่น้องประชาชนไว้ว่า สภาวะการณ์เศรษฐกิจของเรา? คงจะขึ้นอยู่กับปัญหาของเศรษฐกิจโลก?? และวันนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าสภาวะของเศรษฐกิจโลกหนักหนาสาหัสกว่าที่หลายฝ่าย เคยคาดการณ์ไว้

ทุกวันนี้ฝ่ายต่าง ๆ? ก็ยังมีการปรับการพยากรณ์ของโลกไปในทางลบ?? เพราะฉะนั้น ที่ผมเคยพูดไว้ครับว่าเราคงจะต้องเตรียมแผนในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ 2? ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเงินกู้จากต่างประเทศ? เรียนว่าคณะรัฐมนตรีในวันอังคารได้พิจารณา

และอนุมัติกรอบการเจรจาที่เกี่ยวข้องกับเงินกู้? ก็จะเป็นเงินกู้อยู่ในกรอบวงเงิน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 70,000 ล้านบาทที่จะนำมาใช้ในเรื่องของโครงการในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน? ที่มีความจำเป็นจะต้องใช้เงินตราต่างประเทศด้วย

ซึ่งตรงนี้ตามรัฐธรรมนูญเราจะต้องมีการนำเสนอต่อรัฐสภา? เพื่อให้อนุมัติกรอบการเจรจา?? แล้วจะมีการดำเนินการเจรจาซึ่งคาดว่าน่าจะทำให้เราสามารถมีเงินก้อนนี้มา ใช้จ่ายได้ประมาณไตรมาสที่ 3 หรือประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายน? ซึ่งคิดว่าจะมารับช่วงจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งเราได้ดำเนินการไปแล้วใน ช่วงครึ่งปีแรก

ผมทราบดีนะครับว่าพี่น้องประชาชนจำนวนหนึ่งมีความเป็นห่วงเป็นใย ว่า เราจะต้องไปกู้เงินจากต่างประเทศ? อยากจะเรียนว่าที่จริงแล้ว? เรามีเงินตราต่างประเทศเยอะครับเป็นเงินสำรอง? ซึ่งขณะนี้มีมากกว่าหนี้ต่างประเทศของเราหลายเท่าตัว

แต่ว่าตามกฎหมายของเรา ๆ ไม่สามารถนำเอาเงินสำรองเหล่านั้นมาใช้จ่ายได้? นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจะทำโครงการการพัฒนา? เราจึงจำเป็นต้องไปกู้เงินมา? แต่ไม่ได้หมายความว่า? สถานะทางการเงินหรือเงินสำรองของประเทศมีปัญหา

ขณะเดียวกันที่หลายคนห่วงว่าการกู้ยืมเงินนั้นจะเป็นการทำให้เงินปัญหาหนี้ ของสาธารณะหรือหนี้ของรัฐบาล? ก็เรียนว่าคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ได้มีการติดตามตัวเลขหนี้ สาธารณะ

ซึ่งปัจจุบันจะอยู่ประมาณร้อยละ 38 ของรายได้ประชาชาติของเรา?? คาดว่าในช่วงของวิกฤตนี้? ซึ่งจำเป็นต้องมีการกู้ยืมเงินมากขึ้น? และขณะเดียวกันรายได้ก็ไม่ขยายตัวหรืออาจจะหดตัวบ้างเล็กน้อย? สัดส่วนหนี้ตรงนี้ต้องสูงขึ้นเป็นธรรมดา? อาจจะขึ้นไปถึงใกล้เคียงกับร้อยละ 50

อยากจะเรียนว่าไม่ใช่ตัวเลขที่น่าตกใจอะไร? หลายประเทศก็มีตัวเลขที่สูงกว่านี้? และที่สำคัญที่สุดว่าในขณะนี้ทุกประเทศเห็นตรงกันว่า ในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคือง? ในยามที่มีความเสี่ยงที่พี่น้องประชาชนจะตกงาน ในยามที่พี่น้องยากลำบาก จากปัญหาการไม่มีรายได้? รัฐบาลจะต้องมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

แต่ในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคืองการจัดเก็บภาษีก็จะจัดเก็บได้น้อย? เพราะฉะนั้น การกู้เงินต้องเกิดขึ้น? แต่จะเป็นการกู้เงินซึ่งไม่ทำให้กระทบกับเรื่องของวินัยทางการเงินการคลัง ของเรา และเราก็เชื่อมั่นว่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น เราจะสามารถจัดเก็บรายได้มา ชดเชยในส่วนของหนี้หรือว่าการขาดดุลในช่วงที่เศรษฐกิจฝืดเคือง

ซึ่งเป็นแนวทางที่ทุกประเทศกำลังทำอยู่? ที่จริงผมเดินทางมาที่นี่? เวลาตอบคำถามสื่อมวลชน? เขากลับถามเราครับว่า ทำไมเราไม่ใช้จ่ายเงินหรือกู้ยืมเงินมากกว่านี้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ซึ่งผมได้ชี้แจงไปว่าเราต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายของเรา? แต่ขณะเดียวกันเราก็กำลังมองหาช่องทางต่าง ๆ ที่จะทำให้เราสามารถที่จะมีเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้? อันนี้ก็เป็นเรื่องงานทางด้านเศรษฐกิจ

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก คมชัดลึก