ชูวิทย์ โพสต์ฉะรัฐ ตั้ง เฉลิม คุมม็อบ เหมือนเรียกแขกสุมไฟแรงขึ้น

Home / ข่าวการเมือง / ชูวิทย์ โพสต์ฉะรัฐ ตั้ง เฉลิม คุมม็อบ เหมือนเรียกแขกสุมไฟแรงขึ้น

ชูวิทย์ โพสต์ฉะรัฐ ตั้ง เฉลิม คุมม็อบ เหมือนเรียกแขกสุมไฟแรงขึ้น อัด คปท. บุก สตช. ถอดป้ายเป็นการสร้างความแตกแยกในสังคม 

ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์, ศรส., ข่าวม็อบ, เฉลิม อยู่บำรุง, ชัตดาวน์ปิดกรุงเทพ

ช่วงค่ำวานนี้ (22 ม.ค. 57) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว @ชูวิทย์ No.5 วิพากษ์วิจารณ์หลังรัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และแต่งตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้อำนวยการศูนย์ ศรส. ดูแลการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. โดยระบุว่าเหมือนกันเป็นการเรียกแขก สุมไฟให้กับสถานการณ์บ้านเมืองเพิ่มความรุนแรงขึ้น

แค่ชื่อ…แขกมากันตรึม

ผมมีความเห็นแตกต่างกับรัฐบาล ว่าไม่ควร “เอาไฟไปสุมขอน” เพราะสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่ถึงจุด รัฐบาลไม่สมควรจะประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็น ผอ.ศรส. แค่ชื่อก็สามารถเรียกแขกออกมาได้ล้นหลามแล้ว

ผมเข้าใจสถานการณ์ดี แต่วิธีการที่ดีที่สุดในขณะนี้ คือการปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามวิถีทาง และประคองสถานการณ์ไปจนถึงวันเลือกตั้ง รัฐบาลไม่มีทางเลือก เพราะเหตุเกิดจากความผิดพลาดของตัวเอง

ควรปล่อยให้ความขัดแย้งไปจบลงที่ “หีบหย่อนบัตรเลือกตั้ง” อย่างอารยประเทศ รัฐบาลต้องใช้คนที่มีสถานะอยู่ตรงกลางไม่อยู่ฟากฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ไม่ใช้เครื่องมือของตัวเอง หรือปลุกปั่นยั่วยุฝั่งตรงข้าม

มันเหมือนกับน้ำในขวด ที่ถูกเขย่าจนขุ่น จะต้องรอจนกระทั่งน้ำมันนิ่ง ไม่ใช่ใช้คนอย่างสารวัตรเฉลิม อยู่บำรุง ไปกวนน้ำให้ขุ่นอีก เดี๋ยวแกเผลอไปทำอะไรที่บานปลาย จะพากันตกเหวไปหมด แค่นี้ก็หมิ่นเหม่เต็มที่แล้ว

นี่แหละนะ ที่คนเขาบอกว่า “ใช้คนให้ถูกกับงาน” Put the Right Man On the Right Job.

รู้งี้คุณสุเทพไม่ต้องไปเดินเชื้อเชิญแขกเสียตั้งนานให้เมื่อยตุ้ม แค่รัฐบาลเปิดชื่อคุณเฉลิมเป็น ผอ.ศรส. ก็เรียกแขกได้ตรึมแล้ว เบาแรงคุณสุเทพไปเยอะ แหม… รัฐบาลนี่น่ารักนะเนี่ย ช่วย “ลุงกำนัน” ซะด้วย ถ้อยทีถ้อยอาศัย น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า โอบอ้อมอารีตามประสาคนไทยแท้ๆ

นอกจากนี้ นายชูวิทย์ ยังได้โพสต์แสดงความเห็นหลังกลุ่ม คปท. บุกปิดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนจะถอดป้ายชื่อออกแล้วฉีดสีสเปรย์พ่นทับ ด้วยว่า

ยั่วยุ ย่ำยี

มีเรื่องราวที่ผมจำต้องให้สังคมรับรู้ ในเมื่อผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้นิ่งเฉย และพยายามใช้ความเป็นกลางเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับตัวเอง ดูดี รักษาสถานะเอาไว้

ผมจึงต้องขอพูดเรื่องนี้เพื่อเตือนสติให้สังคมได้รู้จักแยกแยะ และกล้าที่จะพูดในสิ่งที่คุณเห็นว่าไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ที่ไปขึ้นเวที หมอที่ไปร่วมม็อบ ศิลปินที่เปิดตัว หรือบรรดาผู้นำความคิดในสังคมไทยทั้งหลาย

ผมมองภาพการทำลายป้าย “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ด้วยความเศร้าสลดใจ แม้ว่าผมเคยเป็นผู้เปิดเผยถึงความเลวร้ายของระบบตำรวจ แต่ผมเข้าใจดีถึงแก่นแท้ของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของตำรวจ จากโรงเรียนตำรวจ การฝึกสอน อบรม การทำงาน จนถึงวันเกษียณ

การทำงานของตำรวจที่ต้องผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านนักการเมืองทุกประเภท ตำรวจที่ต้องอยู่รับใช้รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย การเอาตัวรอดภายใต้ความรุ่งโรจน์ของชีวิตตำรวจ เป็นสิ่งที่กล้ำกลืนฝืนทน ตำรวจยอมบิดเบี้ยว และพริ้วไหวไปตามสถานการณ์ แต่ท้ายสุดแล้ว เหนือสิ่งเหล่านั้นยังมีสิ่งสุดท้ายคือ “ศักดิ์ศรี”

ไม่ว่าภายหน้า สถานการณ์คุณจะเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้ การกระทำในเชิงสัญลักษณ์ที่รุนแรง เหยียดหยาม ย่ำยีเกียติภูมิของตำรวจกว่าสองแสนคนเหล่านี้ จะกลายเป็นแผลในหัวใจที่ไม่ได้กระทบเฉพาะ ผบ.ตร. ที่ชื่ออดุลย์ แสงสิงห์แก้ว หรือ ผบช.น. คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง เท่านั้น

ม็อบ คปท. ได้สร้างความเกลียดชัง และยั่วยุให้เกิดความรุนแรงตามยุทธศาสตร์ “ร่วมกันเดิน แยกกันตี” สังคมไทยเป็นสังคมที่แปลก ยอมรับได้ทุกอย่าง แต่สำหรับบางอย่างคนไทยเขาถือ และไม่ยอมให้อภัย

โดยเฉพาะเรื่อง “ศักดิ์ศรี” มันยอมกันไม่ได้จริงๆ

MThai News