กรณ์ แนะ คสช. ทำน้อย แต่แรง ขจัดปัญหา แก้คอรัปชั่น

Home / ข่าวการเมือง / กรณ์ แนะ คสช. ทำน้อย แต่แรง ขจัดปัญหา แก้คอรัปชั่น

กรณ์ แนะ คสช. ทำน้อย แต่แรง แก้ปัญหาคอรัปชั่น หวังสร้างรากฐานชีวิตคนไทย จี้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตำรวจ อัยการ กฏการเลือกตั้ง สร้างระบบที่มั่นคง

วันนี้ (7 ส.ค. 57) นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์บทความ “Korn Chatikavanij: Southeast Asia & Thailand need passion & speed” ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว @Korn Chatikavanij เพื่อให้สร้างระบบใหม่ ปฏิรูปตำรวจ อัยการ กฏการเลือกตั้ง ปปช. ปปง. และกระบวนการยุติธรรมโดยรวม ขจัดปัญหาคอรัปชั่น เน้นแก้ทำน้อย แต่ทำแรง เพื่อชีวิตและรากฐานของคนไทย โดยระบุว่า

กรณ์ จาติกวณิช, คสช, ปฏิรูปประเทศ, ข่าววันนี้

ความขัดแย้งที่ยูเครนเกิดขึ้นได้ก็เพราะรัสเซียต้องการแสดงอานุภาพในยุคที่อเมริกาและยุโรปอ่อนแรง ผมเชื่อว่าเราจะเห็นเหตุการณ์อย่างนี้มากขึ้นรอบโลก เพราะจะมี ‘อำนาจใหม่’ พยายาม ‘โชว์พาว’ ให้เห็น ความขัดแย้งระหว่างหลายประเทศในทะเลจีนใต้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งการช่วงชิงทางเศรษฐกิจก็เหมือนกัน

อย่างเช่นกรณีที่วันก่อนผู้นำกลุ่มประเทศที่เรียกว่า Brics ได้ประกาศว่าจะลงขันตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาขึ้นมากันเอง คำถามสำคัญคือทั้งหมดนี้จะมีผลอย่างไรกับไทยเรา และเราต้องเตรียมตัวอย่างไร

Brics ย่อมาจากอักษรต้นของประเทศ Brazil Russia India China และ South Africa เนื่องจากประเทศกลุ่มนี้มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ยังอยู่ในสถานะ ‘กำลังพัฒนา’ จึงมีนักลงทุนข้ามชาติจับรวมเป็นกลุ่มขึ้นมา ในช่วงต้นมิได้เป็นการรวมตัวกันโดย ๕ ประเทศนี้ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ใดๆ

ว่าไปแล้ว ความสัมพันธ์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจระหว่าง ๕ประเทศนี้เดิมทีก็ไม่มีมากนัก แต่ที่มีเหมือนกันคือความทะเยอทะยานที่จะมีสิทธิมีเสียงในโลกมากขึ้น และความอึดอัดที่ยังไม่ได้รับการยอมรับโดยสากลโลกเท่าที่ควรโดยเฉพาะในช่วง ๑๐ปีผ่านมาที่อำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับมหาอำนาจเดิม

แต่กลุ่มอำนาจเดิมก็ยังคงยึดสิทธิเหนือสถาบันระหว่างประเทศต่างๆ ไว้ เช่น IMF ธนาคารโลก UN หรือกลุ่ม G7 จนถึงทุกวันนี้ หัวหน้าธนาคารโลกก็ยังต้องเป็นคนอเมริกัน ส่วนหัวหน้า IMF ก็ต้องเป็นคนยุโรป ในทางปฏิบัติความไม่ยุติธรรมนี้มีผลอย่างมาก อย่างเช่นทัศนคติในทางลบที่ IMF เคยมีกับประเทศเอเซีย (รวมถึงไทย) ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งนั้น ตรงกันข้ามกับทัศนคติและนโยบายที่องค์กรเดียวกันมีกับประเทศในยุโรปที่ประสพวิกฤติเมื่อไม่กี่ปีี่ผ่านมา

ความลักลั่นในวิธีการปฏิบัติจึงเป็นเหตุให้กลุ่มประเทศ ASEAN ได้ชักชวนประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้มาร่วมกันตั้งกองทุนที่มีชื่อว่า ‘กองทุนริเริ่มเชียงใหม่’ เพื่อเราจะได้สามารถแก้ปัญหากันเองได้ในยามวิกฤติ ข้อเท็จจริงคือประเทศมหาอำนาจเดิมนั้นยังยื้อที่จะยึดฐานอำนาจไว้อย่างเหนียวแน่น

สมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีคลัง มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำ IMF เนื่องจากผู้นำคนเดิมถูกกล่าวหาว่าไปลวนลามพนักงานทำความสะอาดห้องพักในโรงแรมแห่งหนึ่งที่นิวยอร์ค ครั้งนั้นผมและเพื่อนรัฐมนตรีคลังจากแถวบ้านเราหลายคนพยายามที่จะเสนอแนวคิดว่า

IMF ควรจะเลิกเป็นอาณานิคมของยุโรปได้แล้ว และควรจะรับความจริงว่ามีผู้ที่มีความสามารถที่จะบริหารองค์กรได้อีกมากที่ไม่ได้เป็นคนยุโรป เรารู้ว่าโอกาสสำเร็จในจังหวะนั้นยังน้อย แต่ก็คิดว่าต้องมีการเริ่มต้นเพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

แต่ปัญหาไม่ใช่ความดื้อของฝรั่งยุโรปหรืออเมริกาเท่านั้น อีกปัญหาสำคัญคือการขาดเอกภาพในเอเซีย และการขาดมาตรฐานธรรมาภิบาลในประเทศอื่นๆที่ทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับ ในด้านเอกภาพนั้น ตามสถานการณ์ทางการเมือง แค่จะให้จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดีย จับมือกันก็ยากแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้น จะไปสร้างพลังต่อรองกับอเมริกาและยุโรปได้อย่างไร

การรวมตัวเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในกลุ่ม Brics จึงเกิดขึ้น เนื่องจากแต่ละประเทศอยู่ห่างจากกันในแทบทุกมิติ จึงทำให้ไม่มีข้อขัดแย้งที่เป็นอุปสรรคในการร่วมมือกันสร้างอำนาจต่อรอง แต่แม้ในกลุ่มนี้ จีนกับอินเดียก็ยังมีปัญหากันอยู่บ้าง

อย่างล่าสุดก็ยื้อกันอยู่พักใหญ่ว่าสำนักงานใหญ่ของธนาคารพัฒนาที่จะจัดตั้งขึ้นมาใหม่ควรจะอยู่ที่เซี่ยงไห้หรืออินเดีย

ในแง่ของไทยเรา การแข่งขันโดยมหาอำนาจในลักษณะนี้มีผลดีมากกว่าเสีย นอกจากจะช่วยกระตุ้นให้องค์กรเดิมๆสนใจเรามากขึ้น ยังจะมีองค์กรใหม่ๆมาให้ความสำคัญกับเราเพิ่มเติมอีกต่างหาก แต่ก็เป็นอุทาหรณ์ว่าเราและกลุ่ม ASEAN ต้องเดินหน้าพัฒนาเสริมสร้างความเข้มแข็งเพื่อไม่ให้ตกเป็นเบี้ยล่างกลุ่มประเทศอื่นๆ

นอกจากเอกภาพแล้ว ที่สำคัญคือการสร้างหลักธรรมาภิบาลในระบบการเมือง การปกครอง และเศรษฐกิจ ไม่ใช่อาศัย ‘ความสามารถเฉพาะตัว’ ในการหาทางรอดไปวันๆ ที่ต้องยอมรับคือ ทั้งเราและแม้แต่ประเทศมหาอำนาจใหม่ๆ นั้นยังสร้างความไว้วางใจในหลักธรรมาภิบาลของตนไม่ได้ หลายประเทศในกลุ่ม Brics ไม่เป็นประชาธิปไตย ผู้นำยังขาดความโปร่งใสและการตรวจสอบ บางประเทศแสดงออกอย่างชัดเจนว่าพร้อมแหกกฏกติกาสากลเพื่อผลประโยชน์ของประเทศตน

เรื่องของ ‘ธรรมาภิบาล’ สำคัญมาก แม้แต่ในการจัดตั้งกองทุนริเริ่มเชียงใหม่ของเรานั้น เราก็ยังต้องมีข้อตกลงให้ IMF เป็นกรรมการมากำหนดการใช้เงินกองทุน ที่มีเงื่อนไขนี้ก็เพราะมีการยอมรับร่วมกันว่ามาตรฐานความเป็นมืออาชีพของ IMF ยังสูงกว่าที่อื่น หรือมองอีกแง่หนึ่งก็คือประเทศในเอเซียกันเองยังขาดความเชื่อมั่นในกันและกัน เลยต้องไปเอาคนนอกมาเป็นกรรมการ

การพัฒนาประเทศไม่ได้วัดเพียงแค่กำลังทหารหรือความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ประเทศใดต้องการความยอมรับ ต้องสร้างการยอมรับจากศรัทธา สิ่งเหล่านี้จะเกิดได้จากระบบและสถาบันที่เข้มแข็งและเป็นธรรม แม้แต่ประเทศเล็กๆอย่างสิงค์โปร์ สามารถยกระดับตัวเองได้ไม่ใช่เพียงเพราะมีผู้นำที่เข้มแข็ง แต่เป็นเพราะผู้นำเขามุ่งมั่นที่จะสร้างสถาบันหลักให้เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของคนทุกคน

ส่วนไทยเราไม่ใช่ไม่เคยมีผู้นำที่ดี แต่เรายังไม่สามารถสร้างระบบที่ทุกคนพึ่งได้อย่างยั่งยืน วันนี้ก็ยังต้องกลับมาพึ่งพา ‘อัศวินม้าขาว’ คนใหม่ อนาคตยังต้องเป็นอย่างนี้ต่อไปหรือไม่ยังไม่มีใครตอบได้

จริงๆเราก็รู้อยู่ว่า ‘ระบบ’ สำคัญกว่าความสามารถเฉพาะตัว เราเพิ่งเห็นกันมาหยกๆในการแข่งขันบอลโลก เราต้องเลิกที่จะพึ่งพาบุคคล และหันมาให้ความสำคัญกับการวางรากฐานของระบบที่มั่นคง ที่สำคัญที่สุดคือการมีกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพและความเป็นธรรม

ผมเชื่อว่าถ้ามีตรงนี้ ทุกอย่างจะลงรอยเอง นักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจที่คดโกงก็จะอยู่ไม่ได้ เมื่อคอร์รัปชั่นลดลง หลายๆปัญหาก็จะหมดไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าครองชีพ ระบบการศึกษา ฯลฯ

ดังนั้นผมจึงเห็นตรงกับหลายฝ่ายที่แนะนำคสช. ให้ทำน้อย แต่ทำแรง และทำเร็ว มุ่งเน้นเรื่องการปฏิรูปตำรวจ อัยการ กฏการเลือกตั้ง ปปช. ปปง. และกระบวนการยุติธรรมโดยรวม นี่คือวิธีเดียวที่จะยืนยันความอยู่ดีกินดีของคนไทยหลังจากอัศวินคนปัจจุบันได้ขี่ม้าจากเราไป

และเป็นวิธีเดียวที่จะได้รับการยอมรับความเป็น ‘อารยะประเทศ’ ในสายตาของชาวโลก”

MThai news