เพื่อไทย อัด พรก.เงินกู้ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

Home / ข่าวการเมือง / เพื่อไทย อัด พรก.เงินกู้ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน
นายกรณ์ จาติกวณิช
นายกรณ์ จาติกวณิช



พรรคเพื่อไทย อัด พ.ร.ก.เงินกู้ ทำยอดหนี้สาธารณะพุ่งสูง หนี้ต่อหัวคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บาท ต่อหัว?? ขณะ รมว.คลัง สวนฝ่ายค้านมั่วนิ่ม จี้ ทบวทวนตัวเลข ที่ใช้อภิปราย …

เมื่อเวลา 10.10 น. วันนี้ (15 มิ.ย.) ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังก็เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ จำนวน 4 แสนล้านบาท โดยมี นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม

ทั้งนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้เสนอหลักการต่อที่ประชุมว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่าง รุนแรงจากเศรษฐกิจโลก ผนวกกับปัญหาการเมืองภายในประเทศและการชุมนุมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ส่งผลต่อสถานะการเงินการคลังของรัฐบาลจนทำให้รัฐเก็บรายได้ในช่วง 7 เดือนแรก ของปีงบประมาณต่ำกว่าเป้าหมายถึง 1.2 แสนล้านบาท

และคาดว่าเมื่อสิ้นสุดปี งบประมาณ 2552 รายได้ที่จัดเก็บจะต่ำกว่าเป้าหมายถึง 2.8 แสนล้านบาท ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินและบริการสาธารณะไม่อาจเป็นผลสัมฤทธิ์ได้ คณะรัฐมสตรี (ครม.) จึงพิจารณาเห็นแล้วว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะออก พ.ร.ก.ฉบับนี้

โดยมีสาระสำคัญให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินจำนวน ไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ภายในกำหนดเวลาไม่เกินวันที่ 31 ธ.ค. 2553 โดยให้อำนาจกระทรวงการคลังสามารถเสนอปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ได้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศพื้นตัว และทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกลับมาเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2553

จากนั้นที่ประชุมได้เริ่มให้สมาชิกแสดงความ เห็นใน พ.ร.ก.นี้ เริ่มจาก นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายเป็นคนแรกของฝ่ายค้านว่า อย่าพยายามโยนบาปมาให้รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่ได้อนุมัติงบประมาณประจำปี 2552 สามารถดำเนินการไปได้เพียงแค่ 40% ขณะที่อีก 60% เป็นผลงานของรัฐบาลชุดนี้

ฝ่ายค้านไม่ต้องการให้สภาฯ ตีเช็คเปล่าให้กับรัฐบาลโดยไม่มีการตรวจสอบ จึงได้ตั้งทีมในการอภิปรายแยกแยะให้สาธารณชนเข้าใจอย่างชัดเจน ว่ารัฐบาลถังแตก เก็บรายได้ไม่เข้าเป้า ทำให้ต้องการงบประมาณ 200,000 ล้านบาท เพื่อไปปิดหีบ ปีงบประมาณปี 2552 เป็นการนำงบเงินกู้มาใช้จ่ายในการลงทุน จึงทำให้ไม่มีการตรวจสอบว่าจะใช้จ่ายเงินอย่างไรลงในพื้นที่ไหน

เนื่องจากแต่ละโครงการมีแต่หัวโครงการไม่ได้ระบุรายละเอียดว่า จะนำเงินดังกล่าวไปลงในจังหวัดใดบ้าง ขณะเดียวกันพบความผิดพลาดในการระบุตัวเลขหนี้สาธารณะ โดยรัฐบาลระบุว่าในปี 2552 จะใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศษฐกิจเพียง 2.8 หมื่นล้านบาท

ส่วนที่เหลือจะนำไปใช้ในปี 2553 อีก 2.1แสนล้านบาทเท่านั้น แสดงว่าจะเอาเงินไปปิดหีบแค่ 1.1 แสนล้านบาทเท่านั้น จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่จะต้องรีบออก พ.ร.ก.ในช่วงนี้ สามารถชะลอการใช้จ่ายเงินของปี 52 ได้โดยเฉพาะงบประมาณของกองทัพ ที่ยังไม่ได้อนุมัติซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์


นายสุรพงษ์
กล่าวอีกว่า ที่น่าห่วงคือโครงการถนนไร้ฝุ่น โครงการแหล่งน้ำ ที่มีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท น่าเป็นห่วงในเรื่องของความโปร่งใส เพราะขนาดโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ยังต้องตั้งกรรมการตรวจสอบอยู่หลายรอบ

ขณะที่นโยบายที่จะออกพันธบัตร เพื่อกู้เงินในประเทศจำนวน 2 แสนล้านบาทนั้น โดยส่วนหนึ่งจะออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ธนาคารกรุงเทพ และสถาบันการเงินอื่น ๆ ที่เสนอราคาประมูลต่ำสุด เป็นผู้ดำเนินการ

ตรงนี้ ตนเกรงว่าจะได้เงินปากถุง เหมือนอย่างกรณีเช็คช่วยชาติ ที่ธนาคารของรัฐไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย และอยากให้คำนึงถึงอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารของไทยและต่างประเทศด้วยว่า ดอกเบี้ยในประเทศต่ำกว่าดอกเบี้ยที่ไปกู้ยืมมาหรือไม่ เพราะเท่ากับยิ่งสร้างภาระให้กับประเทศเพิ่มขึ้น


นายสุรพงษ์
กล่าวต่อว่า ขอให้รัฐบาลพิจารณาตัวเองด้วยการลาออก ยอมรับความจริงว่า ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ นอกจาก ใช้วิธีกู้เงินสร้างหนี้ให้กับประชาชน เพราะในปี 2552 รัฐบาลได้ใช้เงิน เพื่อชดชยการขาดดุลไปแล้วจำนวน 441,000 ล้านบาท

กู้ในประเทศไปแล้วจำนวน 641,000 ล้านบาท รวมกู้ต่างประเทศในปี 2552 เกือบเต็มวงเงินแล้ว ทำให้ประเทศชาติเป็นหนี้ไปแล้ว 800,000 ล้านบาท ประชากรมีหนี้ต่อหัวเพิ่มขึ้นอีก 12,000 บาท รวมแล้วขณะนี้คนไทยเป็นหนี้ต่อหัวแล้ว 30,000 บาท

ด้าน นายกรณ์ ชี้แจงทันทีว่า จะมีเอกสารต่างหากว่าจะนำเงินไปใช้ในโครงการใดบ้างในแต่ละจังหวัด เมื่อมีการพิจารณา พ.ร.ก.แล้วเสร็จจะหยิบยกกรอบการใช้เงินขึ้นมาพิจารณา ส่วนที่มาของตัวเลขที่อ้างว่ารัฐบาลผิดพลาดนั้น

อยากให้นาย สุรพงษ์ ทบทวนที่มาของตัวเลขที่ได้อภิปรายให้แน่ชัดอีกครั้งว่า ตัวเลขที่ได้อภิปรายไปนั้นถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ถาม รมว.คลังว่า กรอบการใช้จ่ายเงินจะเสนอต่อสภาฯได้เมื่อใด นายกรณ์ จึงชี้แจงว่าสามารถเสนอสภาฯได้ทันที

นายสรรเสริฐ สมะลาภา ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า หนี้สาธารณะในอนาคตหลังจากมีการกู้เงินแล้วจะเป็น 57% ของจีดีพี หากประเมินในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด หากรัฐบาลไม่สามารถใช้หนี้ได้ ยอดหนี้สาธารณะจะสามารถกลับมาอยู่ที่ 49% ของจีดีพีได้หลังจากเวลาผ่านไป 4 ปีแน่นอน

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก ไทยรัฐ