วิทยา ฮึ่มใช้ยอดผู้ป่วย หวัดใหญ่2009 วัดผลงานผู้ว่าฯ

Home / ข่าวการเมือง / วิทยา ฮึ่มใช้ยอดผู้ป่วย หวัดใหญ่2009 วัดผลงานผู้ว่าฯ

widtayakeaw

“วิทยา”วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ขันน็อตผู้ว่าฯทั่วประเทศเร่งคุม”หวัดใหญ่2009” ลั่นไม่คาดโทษแต่ใช้ตัวเลขผู้ป่วยวัดผลงานจังหวัด

เวลา 09.00 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และสาธารณสุขจังหวัด ผ่านทางวีดิทัศน์ทางไกล มี นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อชี้แจงมาตรการเร่งด่วนคัดกรองผู้ป่วย การป้องกัน การดูแล และรักษาโรคไข้หวัดใหญ่

นายวิทยากล่าวว่า ขอให้ผู้ว่าฯเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มข้นการควบคุม ขณะนี้สถานการณ์ ได้แพร่ระบาดไปยังภูมิภาค รวมทั้งต้องให้ความรู้ประชาชนอย่างจริงจัง และเข้าถึงให้มากที่สุด สำหรับ 5 ประเด็นหลักในการขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัด คือ 1.ผู้ว่าฯในฐานะประธานศูนย์ปฏิบัติการ ต้องเรียกประชุมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ถึง 3 ครั้ง ให้แต่ละจังหวัดมีการคัดกรองนักเรียนป่วย และผู้ป่วยทั่วไป ทั้งในโรงพยาบาล สถานประกอบการต่างๆ เพื่อแยกผู้ป่วยให้หยุดรักษาตัวที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ ในส่วนของผู้ปกครองที่ต้องดูแลลูกที่ป่วย สามารถหยุดงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลาและไม่เสียสิทธิใดๆ

“2.เร่งประชาสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าว วิทยุหลัก และวิทยุชุมชน ให้ประชาชนทราบถึงอาการ ดูแลตัวเอง ตลอดจนรณรงค์ให้ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัยอยู่บ้านครบ 7 วัน นับตั้งแต่วันแรกที่มีไข้ 3.ให้เลื่อนจัดมหรสพ และกิจกรรมในจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดมาก 4.ใช้มาตรการทางกฎหมายผ่านข้อบัญญัติแต่ละท้องถิ่นในการดูแลความสะอาดสถาน ที่ต่างๆ เช่น ตลาด โรงเรียน โรงฆ่าสัตว์ ศูนย์การค้า สถานบันเทิง และร้านเกม และ 5. ให้แต่ละจังหวัดประเมินผลการระบาดของโรค โดยวัดจากอัตราป่วยและผู้เสียชีวิตเทียบกับจำนวนประชากรแต่ละจังหวัดเป็นราย สัปดาห์” นายวิทยากล่าว

นายวิทยากล่าวว่า แม้จะไม่มีการคาดโทษ แต่ตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต จะเป็นการสะท้อนประสิทธิภาพการทำงานผู้ว่าฯ จากอัตราการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เป็นสิ่งสะท้อนว่า การทำงานของรัฐบกพร่อง หรือ ด้อยประสิทธิภาพ แต่จากสถิติการเข้ารักษา ของประชาชนตามโรงพยาบาลต่างๆ เป็นเครื่องยืนยันว่า ประชาชนได้ตระะหนัก และให้ความสนใจกับโรค และป้องกันตัวเอง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก มติชนออนไลน์