4 แกนนำ นปช.โร่พบตร.พัทยา หลังโดนหมายเรียก พามวลชนล้มประชุมอาเซียน

Home / ข่าวการเมือง / 4 แกนนำ นปช.โร่พบตร.พัทยา หลังโดนหมายเรียก พามวลชนล้มประชุมอาเซียน

4 แกนนำ นปช.โร่พบตำรวจพัทยา หลังโดนหมายเรียกคดีพามวลชนคนเสื้อแดงบุกล้มประชุมอาเซียนซัมมิทปี 52 เหน็บ “พันธมิตร” ยึดทำเนียบปี 51 คนปราศรัยนับสิบแต่ดำเนินคดี แค่ 6 ราย

วันนี้ (8 พ.ค.60) ผู้สื่อข่าว MThai รายงานว่า นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์, นพ.เหวง โตจิราการ, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่ม นปช. เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สหัส โหรวิชิต รอง ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี ปฏิบัติราชการ รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี และ พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา

เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกครั้งที่ 2 ใน “คดียุยงส่งเสริมปลุกปั่นให้เกิดความปั่นป่วน และสมคบกันเกิน 10 คนขึ้นไป” กรณีพากลุ่มมวลชนยกขบวนไปปิดล้อมและล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอา เซียน หรือ “อาเซียนซัมมิท” ที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีชรีสอร์ท เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อเดือนเมษายน ปี 2552

โดยมี นางธิดา ถาวรเศรษฐ นายก่อแก้ว พิกุลทอง พร้อมแกนนำ นปช.ทนายความ และกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งเดินทางมาให้กำลังใจ ทั้งนี้ได้มีการจัดพนักงานสอบสวนแยกแต่ละบุคคลเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา และสอบปากคำเป็นการเบื้องต้น ก่อนจะทำการพิมพ์ลายนิ้วมือและประวัติไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งทั้งหมดให้การปฏิเสธ แต่ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ก่อนจะพากันเดินทางกลับ

พ.ต.อ.สหัส เปิดเผยว่าจากเหตุการณ์บุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในปี 2552 ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี นั้น ปัจจุบันมีการดำเนินการคดีในส่วนของผู้ที่กระทำผิดไปแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นคือ จำคุกพวกที่ก่อเหตุรวม 12 คนเป็นเวลา 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ที่ เรือนจำพิเศษพัทยา จ.ชลบุรี

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีการร้องดำเนินคดีเพิ่มเติมในช่วงปลายปี 2558 เกี่ยวกับความเกี่ยวพันของกรณีดังกล่าว โดยระบุว่ายังไม่มีการดำเนินคดีกับแกนนำที่จัดให้มีการปราศรัยบนเวทีใหญ่ ที่ กทม. ซึ่งมีการยุยงปลุกปั่นเพื่อให้คนมาชุมชนและเข้าร่วมเพื่อล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เมืองพัทยา

ทางเจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานก่อนขออนุมัติหมายจับ แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีพฤติกรรมในการหลบหนีจึงได้ออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาและสอบปากคำจำนวน 7 ราย ประกอบด้วย นายวีระกานต์ มุสิกพงษ์ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธ์ นพ.เหวง โตจิราการ นายจักรภพ เพ็ญแขร์ นายอดิสร เพียงเกษ และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์

พ.ต.อ.สหัส กล่าวต่อไปว่าคดีนี้แม้ว่าจะเกิดเหตุที่เมืองพัทยา แต่มีความเกี่ยวข้องและเกี่ยวพันกันหลายส่วนจึงได้รวบรวมหลักฐานและกล่าวโทษ อย่างไรก็ตามจากกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาระบุว่าลักษณะของการกระทำอยู่ในพื้นที่ของนครบาลและมีการแจ้งข้อกล่าวเพื่อดำเนินคดีไปแล้วนั้น

กรณีนี้ก็คงต้องว่ากันไปตามการพิจารณายกตัวอย่าง คดีฆาตกรรมซึ่งมีการจ้างวานจากผู้บงการที่อยู่ต่างพื้นที่แต่ก็คงต้องเรียกมาดำเนินคดีเช่นกัน ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาจะเรียกร้องความเป็นธรรมได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็คงดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายคือการรวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดต่อไป สำหรับในส่วนของผู้ถูกกล่าวหาที่เหลือที่ยังไม่มารายงานตัวนั้น ก็จะมีการเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อขออนุมัติหมาย เรียกและหมายจับต่อไป

ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำ นปช.กล่าวว่าวันนี้ได้เดินทางพร้อมพวกเพื่อมารับทราบข้อกล่าวหาหลังจากกรณีนี้เกิดขึ้นมาแล้วกว่า 8 ปี ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการนำข้อมูลและถอดเทปการจาก สน.ดุสิต มาตั้งเป็นข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตามจากนี้คงต้องขอเวลาในการคัดลอกเทปคำปราศรัยเพิ่มเติมมาประกอบเนื่องจากตามข้อกล่าวหานั้นไม่มีเนื้อหาที่ครอบคลุมเท่าที่ควร

สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจคือเรื่องของขอบเขตอำนาจของพนักงานสอบสวน เนื่องจากการปราศรัยครั้งนั้นเกิดขึ้นในพื้นที่นครบาล ซึ่งมีการดำเนินคดีกล่าวโทษ มีการมอบตัว สอบปากคำและการปฏิบัติตามขั้น ตอนของกฎหมายทุกประการไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามมาตรา 18,19 ซึ่งถือว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของ สน.ดุสิต ที่เป็นเจ้าของคดี ดังนั้นการที่ สภ.เมืองพัทยา นำคดีนี้มาทำจะถือว่าเข้าข่ายที่ขัดต่อข้อกฎหมายหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันได้ทำเรื่องสอบถามไปยัง สตช.เพื่อขอรับคำตอบที่ชัดเจนไปแล้ว

นายจุตพร กล่าวต่อไปว่าสำหรับการบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เมืองพัทยานั้น ในช่วงหลังเกิดเหตุมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาและกล่าวหาผู้กระทำผิด ซึ่งครั้งนั้นมีมติให้ส่งฟ้องกลุ่มแกนนำที่เดินทางมาเข้าร่วมที่เมืองพัทยาเท่านั้น

ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องหรือปราศรัยร่วมก็แบ่งแยกชัดเจนว่าให้เป็นหน้าที่ของเจ้าของพื้นที่หรือ สน.ดุสิต เป็นผู้ดำเนินการ จึงไม่เข้าใจว่าขอบเขตอยู่ตรงไหน แต่เมื่อมีการฟ้องร้องกล่าวโทษซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดำเนินการอย่างถูกต้อง ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาก็คงต้องรวบ รวมพยานหลักฐาน เอกสาร เพื่อมาต่อสู้กันต่อไป

สำหรับคดีล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เมืองพัทยานั้นถือเป็นการรื้อฟื้นคดีเก่าที่ผ่านมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี แต่ทางกลับกันคดีบุกยึดทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรในปี 2551 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแกนนำ 5 คนกับโฆษกอีก 1 คนเท่านั้น ซึ่งจะมีการนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ทั้งๆที่มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก เหมือนกับกลุ่ม กปปส.ที่มีการฟ้องร้องดำเนินการกับแกนนำ 4 คน ทั้งๆที่มีผู้ร่วมถึง 58 คน ซึ่งเรื่องนี้อยากให้มีการรื้อฟื้นและปฏิบัติให้เหมือนกันทุกฝ่ายตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีด้วย