ทักษิณ ทักษิณ ชินวัตร รื้อคดีทักษิณ

มติอัยการสูงสุด รื้อ 2 คดี ‘ทักษิณ’ ยื่นศาลฎีกาแล้ว

Home / ข่าวการเมือง / มติอัยการสูงสุด รื้อ 2 คดี ‘ทักษิณ’ ยื่นศาลฎีกาแล้ว

อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดี ทักษิณ ชินวัตร โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย

วันนี้ (21พ.ย.60) พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ และพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปโดยไม่ต้องกระทำต่อหน้า นายทักษิณ ชินวัตร จำเลย ตามกฎหมายใหม่ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย. 2560 โดยมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติ ดังกล่าว ได้บัญญัติสาระสำคัญว่า

“ในกรณีที่ศาลประทับรับฟ้องไว้ตาม มาตรา 27 และศาลได้ส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้องให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วแต่จำเลยไม่มาศาล ให้ศาลออกหมายจับจำเลยและให้ผู้มีหน้าที่เที่ยวข้องติดตามหรือจับกุมจำเลย รายงานผลการติดตามจับกุมเป็นระยะตามที่ศาลกำหนด แต่ถ้าไม่สามารถจับจำเลยได้ภายในสามเดือนนับแต่ออกหมายจับ ให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะตั้งทนายความมาดำเนินการแทนตนได้ และไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะมาต่อสู้คดีเมื่อใดก็ได้ ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา”

ทางด้านคณะทำงานได้ประชุมและดำเนินการตรวจสอบแล้วพบว่า มีคดีที่เกี่ยวข้อง รวมสองคดี คือ

1. คดีหมายเลขดำที่ อม. 9/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551 คดีระหว่าง อัยการสูงสุดโจทก์ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร จำเลย ข้อหา เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่รับสัปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการ หรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรืผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น เป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

2. คดีหมายเลขดำที่ อม. 3/2555 คดีหมายเลขแดงที่ อม.55/2558 คดีระหว่าง อัยการสูงสุดโจทก์ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ที่1 กับพวก รวม 27 คน จำเลย ข้อหา เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น ร่วมกันปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือโดนมิชอบ เป็นกรรมการผู้จัดการหรือบุคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) ร่วมกันกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริต

จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และประชาชน และเป็นพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่จัดการทรัพย์ร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันและสนับสนุนเจ้าพนักงาน พนักงานในองค์การของรัฐกระทำผิดดังกล่าว ยักยอกทรัพย์ และเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนรับมอบหมายให้จัดการทรัพสิน กระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริต เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น

คณะทำงานร่วมกันประชุมพิจารณาแล้ว มีความเห็นว่าทั้งสองคดีดังกล่าวมีลักษณะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๘ จึงเสนออัยการสูงสุดให้มีคำร้องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว และมีคำสั่งให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๘ ประกอบบทเฉพาะกาล มาตรา ๖๙ และ ๗๐

อัยการสูงสุดได้พิจารณาแล้ว เห็นพ้องตามที่คณะกรรมการเสนอ และมอบอำนาจให้พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ และพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว และมีคำสั่งให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ และพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเรียบร้อยแล้วในวันนี้

สำนักงานอัยการสูงสุด ขอชี้แจงว่าการยื่นคำร้องต่อศาลทั้งสองคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ (กฎหมายปัจจุบัน) โดยคดีทั้งสองอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไว้แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ และปี ๒๕๕๕ ตามลำดับ และศาลได้ประทับรับฟ้องคดีทั้งสองไว้แล้ว เพียงแต่ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของนายทักษิณ ชินวัตร ต่อไปได้

เนื่องจากจำเลยไม่ได้อยู่ต่อหน้าศาล เมื่อมีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๘ ประกอบบทเฉพาะกาล มาตรา ๖๙ และ ๗๐ ขึ้นมาให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปโดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมาย จึงจำต้องยื่นคำร้องในครั้งนี้ อันเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติกฎหมายที่ตราขึ้นดังกล่าว