กษิต รับเขมรเรียกตัวทูตกลับแต่ขั้นตอนอีกเยอะ

Home / ข่าวการเมือง / กษิต รับเขมรเรียกตัวทูตกลับแต่ขั้นตอนอีกเยอะ

kasidkom

“กษิต”รับรู้เขมร เรียกตัวทูตกลับพนมเปญ ลั่นเป็นไปตามขั้นตอนและมีอีกเยอะ ย้อนปัญหาอยู่ที่ฮุนเซนว่าจะเลือกประเทศไทยหรือทักษิณ เพราะสังคมไทยรับไม่ได้

เมื่อเวลา 21.40 น.วันที่ 5 พ.ย.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธก่อนออกเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขง กรณีที่กระทรวงการต่างประเทศเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทย ประจำประเทศกัมพูชากลับประเทศไทยในวันนี้ ซึ่งเป็นการตัดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชั่วคราว หลังจากที่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่งตั้งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนที่หลบหนีคดีทุจริตการซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของนายกฯกัมพูชา ซึ่งเมื่อนายอภิสิทธิ์เดินทางมาถึงห้องรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานทหารนั้น ช่วงแรกนายอภิสิทธิ์ทำท่าเอียงศรีษะรับฟังคำถามจากสื่อมวลชนที่ตั้งคำถามใน กรณีนี้ โดยนายอภิสิทธิ์พูดสั้นๆว่า ? ถามว่าอะไร ไม่ได้ยินครับ ?

ต่อมาเวลา 21.45 น.นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐบาลกัมพูชาเรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย กลับประเทศว่า ทราบว่าจะเดินทางกลับช่วงเช้าวันที่ 6 พ.ย.แต่ต้องรอยืนยันอีกครั้ง เมื่อถามว่ามาตรการต่อไปจะทำเช่นใด นายกษิตกล่าวว่า มีอีกเยอะแยะ อันนั้น(กระทรวงการต่างประเทศเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทย ประจำประเทศกัมพูชากลับประเทศไทย)เป็นมาตรการที่เราต้องการแสดงออกว่า พฤติกรรมที่กัมพูชาได้กระทำนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไทย แต่อยู่ที่สมเด็จฮุนเซนว่าการข้องแวะกับพ.ต.ท.ทักษิณนั้นเป็นสิ่งที่สังคม ไทยรับไม่ได้ ปัญหามันอยู่ตรงนี้ หากไม่กระทำในสิ่งที่ควรกระทำนั้น มาตรการต่าง ๆ ก็มีอีกเยอะ

ต่อข้อถามที่ว่าจะตัดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเลยหรือไม่ นายกษิตกล่าวว่า เป็นไปตามขั้นตอน อยู่ที่กัมพูชาว่าจะสังฆกรรมกับพ.ต.ท.ทักษิณหรือจะเลือกประเทศไทย มีแค่นี้

ทั้งนี้มีรายงานว่าภายหลังจากที่ทางการไทยเรียกเอกอัครราชทูตไทยในกรุง พนมเปญ กลับประเทศนั้น ล่าสุด นายซก อัน รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ตัดสินใจเรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย นาย ยู อาย เดินทางกลับประเทศกัมพูชาด้วยเช่นกัน

นายซก อัน กล่าวว่า หลังจากนี้ ทางการกัมพูชาจะยอมส่งเอกอัครราชทูตกัมพูชากลับไปประจำยังสถานทูตกัมพูชาใน กรุงเทพฯ อีกครั้ง ก็ต่อเมื่อเอกอัครราชทูตไทย ยอมเดินทางมายังกรุงพนมเปญก่อน