น่าสนใจ ดร.เจิมศักดิ์ โพสต์ชวนเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วไทย ดีกว่าส่งคนไปเป็นเจ้าเมือง

Home / ข่าวการเมือง, เลือกตั้ง / น่าสนใจ ดร.เจิมศักดิ์ โพสต์ชวนเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วไทย ดีกว่าส่งคนไปเป็นเจ้าเมือง
ดร.เจิมศักดิ์ โพสต์ตารางเปรียบเทียบการบริหารประเทศ ระหว่าง ไทย- ญี่ปุ่น พบมีคนมากกว่าแต่ใช้รัฐมนตรี-ข้าราชการ บริหารน้อยกว่า แนะให้เลือกตั้งผู้ว่าฯ แทนการส่งบุคคลไปประจำเป็นเจ้าเมือง

เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมา ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต ได้มีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ชวนให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แทนการส่งคนส่วนกลางไปประจำเป็นเจ้าเมืองต่างๆ  พร้อมยกการบริหารประเทศของญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง แม้จะมีประชากรมากกว่าไทย แต่กลับมีรัฐมนตรีและข้าราชการน้อยกว่า 2-3 เท่าตัว

โดยระบุว่า  🇹🇭เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ🇯🇵

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต

​ในอดีต เมื่อครั้งรายการมองต่างมุม ที่ผมเป็นผู้ดำเนินรายการ ออกเดินสายสัญจร ไปรับฟังความเห็นของประชาชน ในลักษณะ “ตลาดความคิดเสรี เวทีประชาชน” ที่จังหวัดต่างๆ

​ครั้งนั้น สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ประชาชนจังหวัดต่างๆ แสดงความเห็นชื่นชอบ และอยากจะให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่ให้กระทรวงมหาดไทยส่งใครมาเป็นผู้ว่า โดยไม่ฟังเสียงประชาชนในจังหวัด มองต่างมุมเดินสายไปจังหวัดใดก็มีแต่คนทวงถามรัฐบาลชวนว่าเมื่อไหร่ความคิดนี้จะเป็นจริง

​ที่เขาทวงถาม ก็เพราะมีผู้สมัคร ส.ส.ประชาธิปัตย์ที่เป็นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งไปปราศรัยหาเสียงไว้ว่าถ้าประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาลจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด มารู้ภายหลังว่าพรรคไม่ได้ประกาศนโยบาย เป็นเพียงความเห็นของผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์

​มาครั้งนี้ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศเป็นนโยบายเบื้องต้นว่าจะให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ผมจึงสนใจว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น ดีอย่างไร?
​ยิ่งเลขาฯ กปปส. คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยประกาศกลางเวทีผู้ชุมนุมว่าจะต้องปฏิรูปบ้านเมือง และสิ่งสำคัญต้องกระจายอำนาจให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการทุกจังหวัด

​ค้นพบว่า 16 ก.ค.2557 คุณถวิล ไพรสณฑ์ ผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่ง เขียนบทความ “เหตุผลที่ต้องเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด” เห็นว่ามีข้อมูลความคิดที่น่าสนใจ จึงขอนำบางส่วนมาอ้างถึงในบทความนี้

คุณถวิลเล่าว่า เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว มีศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวคนหนึ่ง เคยมาบรรยายที่มหาลัยธรรมศาสตร์ เปรียบเทียบว่าหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นย่อยยับ ต่างกับไทยที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มากกว่าญี่ปุ่นมาก แต่ทำไมญี่ปุ่นจึงสามารถบริหารจัดการบ้านเมืองเจริญรุดหน้าไปได้มาก และรวดเร็วกว่าประเทศไทย
คำตอบที่ได้ คือ ญี่ปุ่นมีการกระจายอำนาจที่แท้จริง

​มีสภาจังหวัดที่เป็นตัวแทนของประชาชน ที่คอยควบคุมตรวจสอบฝ่ายบริหารทุกระดับที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเช่นเดียวกัน

​เมื่อไม่มีราชการส่วนภูมิภาคที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารและตรวจสอบ เขาจึงบริหารด้วยใจรักในท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งแน่นอน ในตอนเริ่มแรกก็มีบางพื้นที่มีการทุจริต แต่ก็สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา
​เมื่อลดราชการส่วนกลางลง ก็เพิ่มการทำงานของท้องถิ่นมากขึ้น เราจึงพบสถิติ ความจริงที่น่าสนใจ


🇹🇭🌹ดูตารางสถิติเปรียบเทียบ ญี่ปุ่น-ไทย (ประกอบ)🌹🇯🇵

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด, ข่าวสดวันนี้

ข้อมูลที่เป็นจริงบอกกับเราว่า ญี่ปุ่นมีประชากรมากกว่าไทยประมาณ 2 เท่าตัว มีจำนวนกระทรวงและจำนวนรัฐมนตรีน้อยกว่าเราเกือบ 2 เท่าตัว ​

​ญี่ปุ่นมีข้าราชการส่วนกลางน้อยกว่าไทยถึง 4 เท่าตัว แต่ญี่ปุ่นมีเจ้าหน้าที่จังหวัดและท้องถิ่นมากกว่าไทยถึง 8 เท่าตัว
​ในยุคประเทศไทย 4.0 ที่ข้อมูลหลั่งไหลทั้งต่างประเทศ ในประเทศ และในท้องถิ่นต่างๆ หากเรายังใช้วิธีส่งข้าราชการไปปกครอง บริหารท้องถิ่นต่างๆ ทุกอย่างก็จะยังรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง

​1. ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกของประชาชนในท้องถิ่น ย่อมรู้จักปัญหาและศักยภาพของท้องถิ่นตนดีกว่าคนที่แต่งตั้งจากที่อื่น

​2. ผู้ว่าจากการแต่งตั้งไม่มีอิสระ ไม่สามารถกำหนดแนวนโยบายการแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับท้องถิ่นของตน เพราะต้องฟังคำสั่งจากส่วนกลาง
​ความดีความชอบ ก็ขึ้นอยู่กับส่วนกลาง การโยกย้ายก็ขึ้นอยู่กับส่วนกลาง ต้องทำงานเพื่อให้นายพึงพอใจ จะต้องวิ่งเต้นล็อบบี้เพื่อโยกย้ายไปในจังหวัดที่พึงปรารถนาของตน จังหวัดหนึ่งๆ จึงมีผู้ว่าโยกย้ายบ่อยครั้ง เคยมีบางจังหวัด ใน 2 ปี มีการโยกย้ายเปลี่ยนตัวผู้ว่าฯ 5-6 คนก็มี

​3. เมื่อโยกย้ายก็ยากจะเข้าใจปัญหา ศักยภาพของพื้นที่ และที่สำคัญ ไม่ข้าใจวัฒนธรรมชีวิต การกิน การอยู่ การหลับนอน ภาษาท้องถิ่น และความคิดความสัมพันธ์ของคนท้องถิ่น ต้องใช้เวลานานทำความเข้าใจ และเมื่อเข้าใจแล้วก็ต้องจากไป
​เมื่อมารับตำแหน่งจังหวัดใด พ่อค้า คหบดี ผู้รับเหมา นายทุน และผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นจะเข้าหา ให้ข้อมูล ปลุกและฝังความคิดเห็นเป็นปฐม ประชาชนทั่วไปจึงเกือบจะเป็นเพียงผู้รับผลกระทบ และขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

​4. มีผู้กริ่งเกรงว่า ถ้าเลือกตั้งผู้ว่าราชการ จะได้ผู้มีอิทธิพลในจังหวัดเป็นผู้ว่า ซึ่งความห่วงใยนี้ เป็นปัญหาอยู่จริงในบางพื้นที่ แต่หากไม่มีการเลือกตั้งผู้ว่า ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ก็ยังคงมีอยู่ แต่ซ่อนตัวอยู่ข้างหลังดังเช่นปัจจุบัน ซึ่งผู้ว่าหลายคนก็ต้องโอนอ่อนหรือเข้าเป็นพวกด้วย
​การมีระบบที่เปิดให้ผู้มีอิทธิพลแสดงตัว จะดีกว่าหรือไม่ เพราะทั้งประชาชนในท้องถิ่นและส่วนกลางก็มีระบบและวิธีตรวจสอบจัดการได้ ดีกว่าให้เขาแอบอยู่เบื้องหลัง

5. ผู้ว่าจากการแต่งตั้งขาดการตรวจสอบถ่วงดุลจากท้องถิ่น แม้จะมีสภาจังหวัด แต่สมาชิกสภาจังหวัดก็ถูกห้ามไม่ให้ตรวจสอบผู้ว่าและข้าราชการหน่วยต่างๆ ให้ตรวจสอบได้เพียงผู้บริหารองค์การปกครองส่วนจังหวัด (อบจ.) เท่านั้น การตรวจสอบจึงอาศัยแต่เพียงจากส่วนกลางที่ห่างไกลความจริง

​6. ผู้ว่าราชการและหัวหน้าส่วนราชการ จึงมีผู้วางตนเป็นเหมือนเจ้านายที่ถูกส่งจากส่วนกลางมาดูแล ประชาชนเข้าถึงยาก จะออกพื้นที่ก็ต้องเกณฑ์คนมาต้อนรับ มาฟังแนวคิดของผู้ว่า มาขอโครงการ ขอให้เจ้านายช่วยอุปถัมภ์ช่วยเหลือ จึงมีไม่น้อยที่การอนุมัติโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง มีผลประโยชน์ส่วนตัวของราชการ โดยที่การตรวจสอบอ่อนด้อย ประชาชนก็ยากที่จะตรวจสอบ

7. การเลือกตั้งผู้ว่า และผู้นำในท้องถิ่นระดับต่างๆ เป็นการสร้างผู้นำของท้องถิ่น และเป็นการสร้างผู้นำของประเทศ
​ปัจจุบัน เรามักจะบ่นกันว่า ขาดแคลนตัวเลือกที่จะเป็นผู้นำประเทศ ก็ในเมื่อระบบและโครงสร้างการบริหารงานของเราไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการคัดสรรคนที่มีศักยภาพที่ได้ผ่านงาน สะสมประสบการณ์การทำงานบริหารเพื่อสาธารณะ แล้วเราจะได้ตัวเลือกผู้นำมาจากไหน?

​8. การกระจายอำนาจ ย่อมดีกว่าการกระจุกอำนาจ กระจุกผลประโยชน์
​แต่การกระจายอำนาจจะช่วยให้แต่ละจังหวัด แต่ละภูมิภาค แต่ละท้องถิ่นที่มีปัญหาแตกต่างกัน ทั้งเหนือ ใต้ กลาง อีสาน และแม้แต่จังหวัดต่างๆ ได้แก้ปัญหาที่ตรงกับความจริงและความต้องการ ไม่ใช่ส่วนกลางไปกำหนดให้ท้องถิ่นว่าทำอะไรได้บ้าง แต่ต้องให้ท้องถิ่นทำได้ทุกเรื่อง เว้นแต่อะไรที่ทำไม่ได้ เช่น มีกองกำลังทหารของตนเอง มีธนบัตรของตนเอง มีศาลของตนเอง ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น ที่เหลือต้องให้ท้องถิ่นสามารถคิดสร้างสรรค์ทำได้ ใครจะรู้ปัญหาดีเท่ากับตัวเขาเอง

​9. ญี่ปุ่นเป็นรัฐเดี่ยว มีพระมหาจักพรรดิ์เป็นประมุข มี 47 จังหวัด มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดมาตั้งแต่ปี 2490
​อังกฤษเป็นรัฐเดี่ยว มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แบ่งการปกครองเป็นเมืองต่างๆ เช่น ลอนดอน แมนเชสเตอร์ ยอร์ค เป็นต้น แต่ละเมือง ผู้บริหารมาจากการเลือกตั้ง และยังมีเมืองเล็กๆ อีกมากกว่าหมื่นเมือง และผู้บริหารมาจากการเลือกตั้ง
​เฉกเช่นเดียวกับประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่ในโลกที่พัฒนาได้
​ข้ออ้างที่ว่า ไทยเป็นรัฐเดี่ยว จะเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ได้ จึงเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ได้ เพราะรัฐเดี่ยวที่มีกษัตริย์อย่างอังกฤษและญี่ปุ่น เขาก็เลือกตั้งผู้ว่ากันทั้งนั้น

​10. ส่วนกลางก็อาจปรับเปลี่ยนอำนาจหน้าที่ ผู้ที่เคยเป็นผู้ว่าจากส่วนกลาง เป็นผู้ให้คำปรึกษา ตรวจสอบ บูรณาการประสานการดำเนินงานกับจังหวัดและท้องถิ่นอื่น

​คสช.และพรรคการเมืองอื่นๆ จะว่าอย่างไร?
เมื่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แถลงจุดยืนของการกระจายอำนาจด้วยการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ประชาชนอย่างพวกเราก็ต้องเฝ้าติดตามว่า หากประชาธิปัตย์ได้บริหารประเทศ นโยบายเรื่องนี้จะเป็นจริงหรือไม่? รวดเร็วแค่ไหน?
​และหากพรรคการเมืองอื่นมีนโยบายเรื่องนี้อย่างไรก็ควรรีบแจ้งแก่ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงโดยด่วนครับ
…0…