ธนาธรขึ้นเวทีนิวยอร์ก ประกาศสู้เพื่อนำประชาธิปไตยกลับสู่ไทย

Home / ข่าวการเมือง / ธนาธรขึ้นเวทีนิวยอร์ก ประกาศสู้เพื่อนำประชาธิปไตยกลับสู่ไทย

ธนาธรขึ้นเวทีนิวยอร์ก ประกาศสู้เพื่อนำประชาธิปไตยกลับสู่ไทย

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “หัวเลี้ยวหัวต่อประชาธิปไตยไทย” บนเวที Concordia Summit การประชุมคู่ขนานของการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติในนครนิวยอร์ก ซึ่งเวทีดังกล่าวมีนักการเมืองและบุคคลสำคัญระดับโลกจำนวนมากได้รับเชิญให้ขึ้นพูด เช่นอิวังกา ทรัมป์ บุตรสาวและที่ปรึกษาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายจอห์น ฮิคเกนลูเปอร์ ผู้ว่าการมลรัฐโคโลราโด ซึ่งกำลังจะลงสมัครประธานาธิบดีสหรัฐฯในปี 2020 รวมถึงเจ้าหญิงแมรี มกุฏราชกุมารีเดนมาร์ก

ในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้ นายธนาธรอธิบายถึงเหตุที่ไทยเป็นประเทศที่มีการรัฐประหารมากที่สุดในโลก ว่าเกิดจากความพยายามที่จะแบ่งแยกและปกครอง สร้างความแตกแยกและเกลียดชังระหว่างประชาชนโดยใช้วาทะแห่งความเกลียดชัง การเมืองแห่งความกลัว และข่าวปลอม เพื่อให้คนไทยเข้าใจว่าความขัดแย้งเกิดจากความแตกแยกทางการเมือง เชื่อว่าประชาธิปไตยคือปัญหา และทหารคือวีรบุรุษที่เข้ามากอบกู้ประเทศ ทั้งที่ในความเป็นจริงการรัฐประหารซ้ำซากเกิดจากกลุ่มคนจำนวนน้อยนิดที่ผูกขาดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับระบอบเผด็จการทหาร

นายธนาธรยังกล่าวอีกด้วยว่า ท่ามกลางการเมืองที่ไม่มีทางออกนี้ พรรคอนาคตใหม่ถือกำเนิดขึ้น เป็นที่รวมของคนหลากหลายตั้งแต่ผู้นำแรงงาน อวค์กรเยาวชน อาจารย์มหาวิทยาลัย นักธุรกิจ ข้าราชการ สร้างการเมืองใหม่ที่สร้างสรรค์ สดใส และมีความหวังอีกครั้งในสังคมไทย 

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากระบอบเผด็จการใช้อำนาจ ทำให้พรรคฝ่ายประชาธิปไตยอย่างอนาคตใหม่ไม่สามารถสื่อสารกับประชาชนได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะผ่านสื่อกระแสหลักหรือโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งยกตัวอย่างว่าตนเองก็เพิ่งถูกตั้งข้อหาจากการวิพากษ์รัฐบาลคสช.ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ แต่นายธนาธรยืนยันว่าการทำเช่นนั้นไม่มีผล ไม่มีใครในพรรคย่อท้อหรือเกรงกลัว 

“ทุกๆวัน มีคนเข้าร่วมกับอนาคคใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเลือกตั้งมาก่อน ยิ่งมีเสียงสนับสนุนเรามากขึ้น ความหวังที่เราจะมีประเทศไทยที่มีประชาธิปไตย และมีเสถียรภาพ ก็ใกล้ความจริงมากขึ้นไปด้วย”

นายธนาธรกล่าวปิดท้ายว่า ประเทศไทยถือเป็นแบบอย่างที่ทำให้โลกเห็นว่าประชาธิปไตยไม่อาจได้มาโดยง่าย 

“เราผู้ที่ถูกขโมยประชาธิปไตยไป และกำลังต่อสู้เพื่อทวงคืนมันกลับมา รู้ดีที่สุดว่าประชาธิปไตยคือสิ่งที่บอบบางแค่ไหน ประชาธิปไตยไม่อาจได้มาโดยใช้กำลัง นั่นคือวิถีของเผด็จการ ประชาธิปไตยต้องเป็นของประชาชน และเพื่อประชาชนเสมอ นั่นคือเหตุผลที่เราต่อสู้สุดกำลังเพื่อนำมันกลับมา เพราะอนาคตของประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับว่าเราพร้อมจะต่อสู้เพื่อมันหรือไม่”