EEC การเมือง นายกเมืองพัทยา สนธยา คุณปลื้ม เศรษฐกิจ

‘สนธยา’ ประชุมสภานัดแรก เปิดใจกระแสโซเชียลแพร่ข้อมูลทำเสียหาย

Home / ข่าวการเมือง / ‘สนธยา’ ประชุมสภานัดแรก เปิดใจกระแสโซเชียลแพร่ข้อมูลทำเสียหาย

‘สนธยา’ ประชุมสภาในฐานะนายกเมืองพัทยานัดแรก แถลงนโยบายเร่งยุทธศาสตร์ดันพัทยาเป็นศูนย์กลาง EEC พร้อมเปิดใจกระแสโซเชียลแพร่ข้อมูลทำเสียหาย

จากกรณีที่มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช ให้พลตำรวจตรี อนันต์ เจริญชาศรี พ้นจากตำแหน่งนายกเมืองพัทยา และให้นายสนธยา คุณปลื้ม เป็นนายกเมืองพัทยาแทน จนกว่าจะมีการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นประการอื่น โดยคำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ 25 กันยายน พ.ศ.2561

รายงานล่าสุดเช้าวันนี้ (28 ก.ย.) นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยาคนใหม่ เดินทางมายังที่ทำการศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อทำพิธีสักการะบริเวณอนุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก่อนที่จะเข้าไปพักในห้องทำงาน พร้อมลงนามแต่งตั้งรองนายกเมืองพัทยาจำนวน 4 คน

เพื่อเป็นผู้ช่วยเหลือนายกเมืองพัทยาในการบริหารราชการของเมืองพัทยา ตามคำสั่งเมืองพัทยาที่ 3208/2561 ซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 46 ประกอบมาตรา 48 (3) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารรากชารเมืองพัทยา พ.ศ.2542 ลง ณ วันที่ 28 กันยายน 2561

ประกอบด้วย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายพัฒนา บุญสวัสดิ์ นายรณกิจ เอกะสิงห์ และนายบรรลือ กุลละวณิชย์ ซึ่งพบว่าหลังการเดินทางเข้าทำงานวันแรกของนายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา ปรากฏว่าตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชนจำนวนมาก เดินทางเข้าร่วมมอบดอกไม้แสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก

กระทั่งเวลา 09.30 น. สภาเมืองพัทยา ได้เปิดประชุมสภาเมืองพัทยาสมัยสามัญที่ 3 ครั้งที่ 3 ประจำปี 2561 โดยมีนายอนันต์ อังคณาวิศัลย์ ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม โดยมีนายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา พร้อมคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และสมาชิกสภาเมืองพัทยา รวมทั้งประชาชนและสื่อมวลชนเข้าร่วมกันอย่างคับคั่ง

ในการนี้ นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา ได้กล่าวแถลงนโยบายต่อที่ประชุมสภาเมืองพัทยาอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช) กล่าวถึงเมืองพัทยาว่าถึงเวลาในการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยเน้นประเด็นการสนับสนุนให้เมืองพัทยาเป็นศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ตามแผนโครงการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC

ซึ่งในส่วนตัว ได้น้อมนำเอาพระราชดำรัสของรัฐกาลที่ 9 ที่ใช้ในการบริหารเมืองพัทยาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยมีองค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ เรื่องของ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรม ซึ่งทุกด้านต้องดำเนินการไปพร้อมๆ กันเพื่อให้เกิดความสมดุลย์ ด้วยความสุขของประชาชนไม่ได้เกิดจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น

สำหรับเรื่องของเศรษฐกิจนั้น จะผลักดันเมืองพัทยาเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางของ EEC อย่างเต็มที่ โดยโจทย์สำคัญคือการดำเนินการแผนของภาครัฐ รวมทั้งการกระจายโอกาสด้านการพัฒนาต่างๆ และการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ซึ่งรวมไปถึงเรื่องของสังคมและการศึกษา ที่จะต้องสร้างโอกาสให้เกิดความเท่าเทียมกัน

เน้นการพัฒนาคน ปลูกจิตสำนึก ดึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพราะเมืองพัทยาในปัจจุบันถือเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ที่ไม่ใช่เป็นคนของพัทยาเพียงอย่างเดียว แต่เป็น “เมืองของคนทั้งโลก” ซึ่งจะเห็นได้จากความหลากหลายของประชาชนที่มาจากถิ่นฐานต่างๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศที่เดินทางเข้าสู่เมืองพัทยากว่า 10 ล้านคนต่อปี

ซึ่งจากนี้จะต้องยกระดับด้านการมีส่วนร่วม ความรู้ ในทุกชนชั้น เชื้อชาติ และยกระดับให้มีความเป็นสากลมากขึ้น ส่วนปัญหาด้านของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาตินั้น ถือเป็นส่วนสำคัญของเมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างเมืองพัทยา ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจและการดึงดูดความสนใจในการเดินทางเข้ามาสู่เมืองพัทยามากขึ้น

ซึ่งกรณีนี้ มีโจทย์ที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ เรื่องการรักษาทรัพยากร การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทางด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดการปัญหาขยะ โดยเฉพาะการแปลงเป็นพลังงานทดแทนที่จะต้องวางแผนและจัดการให้เกิดความมีเสถียรภาพและลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้จริง

ขณะที่ด้านวัฒนธรรมนั้น พบว่าเมืองพัทยามีความหลากหลายอยู่แล้ว จะต้องเร่งส่งเสริมและให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา สร้างคุณค่าเพื่อเพิ่มประ สิทธิภาพทางด้านเศรษฐกิจ เพราะการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ต้องอยู่ควบคู่กัน

นายสนธยา กล่าวต่อไปว่าจากภาระตามยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในเรื่องแผนการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC นั้น ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีมามีคำถามมาตลอดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริงและจะเป็นรูปธรรมหรือไม่

ซึ่งกรณีนี้ยืนยันได้ว่าเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะมีการประกาศเป็นกฎหมาย EEC ไปแล้ว จึงถือเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกระบวนการ หรือตาม พ.ร.บ. EEC ซึ่งคลุม 4 พื้นที่ ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง และเมืองพัทยา

โดยในส่วนของโครงการที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างและใกล้จะดำเนินการแล้ว ก็คงจะเป็น รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบิน ซึ่งมีการประกาศให้ผู้สนใจมาลงทุนและเตรียมพร้อมในการเซ็นต์สัญญาภายในเดือนพฤศจิกายน 61 นี้แล้ว ซึ่งคาดว่าในปี 2566 ซึ่งสามารถเปิดดำเนินการได้และจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้กว่า 1.2 แสนคนต่อวัน

รวมไปถึงการสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารและการปรับปรุงสนามบินนา นาชาติอู่ตะเภา ที่กำลังอยู่ในช่วงการจัดทำ TOR ที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์ ก็จะทำให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้กว่า 50 ล้านคนต่อปี ซึ่งแม้จะเป็นเพียง 2 โครงการหลักในหลายโครงการแต่ก็จะทำให้เมืองพัทยาได้ผลประโยชน์ตอบรับอย่างมหาศาลในอนาคต

ช่วงท้ายของการแถลงนโยบายของนายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ทั้งในสื่อและโลกโซเชียลบางส่วนในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาว่า กรณีนี้ส่งผลกระทบต่อบุคคลหลายคนและหลายภาคส่วน โดยเฉพาะเรื่องของบิดา ที่มีการกล่าวพาดพิงว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับการมาดำรงตำแหน่งในครั้งนี้

ซึ่งแท้จริงแล้วกรณีดังกล่าว ถือว่ามีความชัดเจนและจบสิ้นในกระบวนการยุติธรรมไปแล้วในชั้นศาลตั้งแต่สมัย นายอิทธิพล คุณปลื้ม ยังดำรงตำแหน่งเป็นนายกเมืองพัทยา ปัจจุบันคงเป็นเรื่องของการนำสืบเพื่อชดใช้ทรัพย์สินตามคำสั่งที่ส่งให้กรมบังคับคดีไปแล้ว และคงไม่เกี่ยวข้องกับเมืองพัทยาแต่อย่างใด

ดังนั้นในฐานะที่ตนเองมาทำหน้าที่เป็นผู้บริหาร และในฐานะบุตรจึงมาด้วยความบริสุทธิ์ โปร่งใส และตั้งใจ การสำคัญคือมีการนำข้อมูลไปเสนอที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงกรณีที่ใช้คำว่า “ปลด อิทธิพล” ตาม ม.44 ตั้ง “อนันต์” ดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยาแทนนั้น

กรณีนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะนายอิทธิพล คุณปลื้ม ลงจากตำแหน่งเพราะครบวาระตามกฎหมายคือในวันที่ 16 มิถุนายน 25559 จึงถือเป็นการดำเนินการตามวาระและขั้นตอนก่อนที่จะมอบหมายให้ปลัดเมืองพัทยามารักษาการแทนและมีการแต่งตั้งคนมาทำหน้าที่นายกเมืองพัทยาในช่วงที่ผ่านมา

ดังนั้นผู้ที่พูดว่ากรณีนี้เป็นการถูกปลดนั้น ผู้พูดต้องรับผิดชอบในสิ่งที่กระทำด้วย เพราะถือว่าผิดจากข้อเท็จจริง เรื่องนี้ต้องขอแจ้งว่าการใช้สิทธิ์ในการให้ข้อมูลถ้าไปลิดรอนสิทธิ์ของผู้อื่นจนเกิดความเสื่อมเสีย ในฐานะผู้เสียหายก็ต้องรักษาสิทธิ์ตัวเองเช่นกัน ขณะที่ส่วนตัวและทีมงานเน้นการทำงานแบโปร่งใสตรวจสอบได้ หน้าที่คือหน้าที่เพราะเป็นคนทำงานจริง

“ในอดีตมีงานที่ทั้งสำเร็จหรือล้มเหลว ซึ่งจะถือว่าเป็นแนวทางของประสบการณ์และบทเรียนสำคัญ เพื่อนำมาทำวันนี้ให้ดีที่สุด และในอนาคตที่ดีกว่าเดิม” นายสนธยา กล่าวทิ้งท้าย