ปิดตำนาน ‘พรรคกิจสังคม’ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

Home / ข่าวการเมือง / ปิดตำนาน ‘พรรคกิจสังคม’ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ ‘พรรคกิจสังคม’ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2561 ให้ พรรคกิจสังคม สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง เนื่องจากนายทองพูล ดีไพร หัวหน้าพรรค มีหนังสือแจ้งยืนยันการเป็นสมาชิกต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองเพียง 8 คน ซึ่งไม่ถึง 5,000 คนตามที่กฎหมายกำหนด

เป็นเหตุทำให้ต้องเลิกพรรคตามข้อบังคับพรรคกิจสังคม พ.ศ. ๒๕๔๑ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ ๗ พ.ศ. ๒๕๔๘) ข้อ ๑๐๓ (๑) จึงเป็นเหตุให้พรรคกิจสังคม สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา ๙๑ วรรคหนึ่ง (๗) แห่งพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐

นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้น ตามมาตรา ๙๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน ปรากฏว่า นายทองพูล ดีไพร หัวหน้าพรรคกิจสังคม ได้มีหนังสือแจ้งยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของพรรคกิจสังคมต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง จ านวน ๘ คน ตามมาตรา ๑๔๐ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ

ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๕๓/๒๕๖๐ เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ กรณีดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้พรรคกิจสังคมสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา ๙๑ วรรคหนึ่ง (๗) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐

ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครั้งที่ ๔๘/๒๕๖๑ (๑๒) เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๑ ที่ประชุมได้มีมติด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ให้ประกาศการสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมืองของพรรคกิจสังคมจึงประกาศให้พรรคกิจสังคมสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา ๙๑ วรรคหนึ่ง (๗) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สำหรับพรรคกิจสังคมก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2517 โดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี  เป็นหัวหน้าพรรค และมีนักการเมืองชื่อดังที่เคยสังกัดพรรคนี้ ได้แก่ นายมนตรี พงษ์พานิช , นายสุวิทย์ คุณกิตติ และ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน