ข่าวสดวันนี้ นโยบาย พปชร. พรรคพลังประชารัฐ หาเสียง เลือกตั้ง62

เลือกตั้ง62 : พลังประชารัฐ เปิดตัว 5 นโยบายเศรษฐกิจ

Home / ข่าวการเมือง, ข่าวเลือกตั้ง / เลือกตั้ง62 : พลังประชารัฐ เปิดตัว 5 นโยบายเศรษฐกิจ

พลังประชารัฐ เปิดตัว 5 นโยบายเศรษฐกิจกรุงเทพมหานคร เผยคะแนนยิมดีต่อเนื่องเพราะไม่สร้างความขัดแย้ง 

เวลา 09.50 น. วันที่ 20 ก.พ. 2562 แกนนำพรรคพลังประชารัฐ นำโดยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค นายณัฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรรมการบริหารพรรค แถลงเปิด 5 นโยบายเศรษฐกิจ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แคมเปญ Bangkok OK ได้แก่

1.Super high speed wifi 5G นำร่อง 9 พื้นที่ทั่วกรุงเทพมหานคร ได้แก่ บางขุนเทียน สีลม จตุจักร เยาวราช ดอนเมือง เจริญนคร เจริญกรุง สยาม-ราชประสงค์

2.เว็บไซต์ Bangkok Ok Shop ให้เป็นพื้นที่ค้าขายออนไลน์เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ระดับโลก โดยรับสินค้าจากคนกรุงเทพฯ เพื่อโปรโมทไปทั่วโลก ลดต้นทุนการตลาดและประชาสัมพันธ์ของผู้ผลิต พร้อมทั้งส่งเสริมโปรโมชั่นจากสินค้าต่างๆ ในเว็บไซต์

3.เปิดถนนคนเดินประชารัฐ 50 เขต ทั่วกรุงเทพฯ ให้เป็นสถานที่ค้าขายและพักผ่อนหย่อนใจ ทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว จัดระเบียบผู้ค้าขายให้เหมาะสมปลอดภัย

4.start up สามารถจดทะเบียนและอนุมัติได้ภายใน 1 วัน

5.ติดปีกธุรกิจ กองทุนสนับสนุนสมาร์ทไอเดีย เปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นเงินทุนสามารถระดมทุนสร้างธุรกิจได้จริง

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า นโยบายกรุงเทพมหานครจะเชื่อมโยงกับนโยบายภาพรวมประเทศของพรรค โดยมีผู้สมัคร ส.ส.ร่วมพิจารณาช่วยกันทำให้ตอบสนองกับความต้องการของประชาชน จึงขอให้มั่นใจว่าพรรคไม่ได้พูดนโยบายไปเรื่อยๆ แต่ต้องตอบโจทย์และขับเคลื่อนได้ในทางปฏิบัติ และในทุกวันอังคารหลังจากนี้อีก 3 สัปดาห์ขอให้ติดตามนโยบายใหม่ๆ ของพรรค ซึ่งเรียกได้ว่าเร้าใจอย่างแน่นอน

นายสนธิรัตน์ ให้สัมภาษณ์ กล่าวว่า ความนิยมของพรรคเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่พรรคไม่ประมาทเพราะช่วงโค้งสุดท้ายถือเป็นการต่อสู้ของพรรคการเมืองหลายๆ พรรค พปชร.มีจุดยืนที่ชัดเจนคือไม่ต้องการสร้างความขัดแย้งกับใคร และจะทำให้ประเทศเดินต่อไปข้างหน้า จึงเชื่อว่าสิ่งนี้ทำให้ประชาชนเลือกสนับสนุนพรรค

ส่วนกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ยื่นเรื่องต่อ กกต. ให้ยุบพรรค พปชร. นายสนธิรัตน์ ระบุว่า พรรคไม่ต้องเตรียมอะไรนอกจากความจริง เพราะการเมืองมักจะมีการสร้างประเด็น แต่บางประเด็นก็ไม่อยู่บนข้อเท็จจริง ดังนั้นพรรคจะเตรียมข้อเท็จจริงไปชี้แจง และมั่นใจว่าพรรคไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญ  หรือผิดเงื่อนไข ซึ่งเรื่องดังกล่าวทางฝ่ายกฎหมายพรรคจะเป็นผู้ดำเนินการ

นายสนธิรัตน์ ยังชี้แจงกรณีที่หลายพรรคการเมืองเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าร่วมเวทีดีเบต ว่า ต้องไปดูข้อกฎหมาย แม้พล.อ.ประยุทธ์ จะได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ในนามของพรรค แต่สถานะยังอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงไม่เหมาะที่จะลงมาดีเบต

อีกทั้งพล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่จำเป็นต้องดีเบต เพราะที่ผ่านมาก็ได้แสดงวิสัยทัศน์ในนามนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องอยู่แล้ว  ทั้งนี้ พปชร. เรียนเชิญพล.อ.ประยุทธ์มานั่งแคนดิเดตนายกฯ เพราะตัวตนของพล.อ.ประยุทธ์ ส่วนหน้าที่ดีเบตและการนำเสนอนโยบายเป็นหน้าที่ของพรรค ดังนั้นโดยกฎหมายไม่อนุญาตให้ลงมาดีเบตได้เนื่องจากไม่ใช่สมาชิกพรรค ขอให้แยกให้ชัดเจน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการปฏิรูปกองทัพที่หลายพรรคเสนอนโยบายตัดงบประมาณและยกเลิกเกณฑ์ทหาร นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ประเด็นปฏิรูปกองทัพเป็นกรอบความคิดที่กองทัพเองไม่ได้ปฏิเสธการปฏิรูป และนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ก็เน้นการปฏิรูปในทุกด้าน ไม่เฉพาะเจาะจง

และในทางปฏิบัติกองทัพก็ได้ปฏิรูปตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ที่เป็นประเด็นขณะนี้หลายพรรคไปเจาะจงที่การลดงบประมาณซึ่งไม่ใช่การปฏิรูปทั้งระบบ สิ่งเหล่านี้ต้องดูความเป็นจริงประกอบกัน พปชร.ก็ได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวไว้ แต่ไม่ได้เจาะจงที่กองทัพอย่างเดียว เพราะปฏิรูปต้องปฏิรูปทั้งประเทศ ดังนั้นการพูดถึงกองทัพขณะนี้ไม่ใช่การปฏิรูปที่แท้จริง แต่เป็นประเด็นทางการเมืองให้กองทัพต้องมารับผิดชอบทางการเมืองมากกว่า

นายสนธิรัตน์ ปฏิเสธด้วยว่า กองทัพไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง หน้าที่ของกองทัพคือการดูแลความมั่นคง ส่วนรัฐประหารทุกครั้งต้นเหตุเกิดมาจากนักการเมือง ไม่ได้เกิดจากกองทัพ ดังนั้นการแก้ที่กองทัพเพื่อป้องกันรัฐประหารจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ถ้าย้อนหลังกลับไปรัฐประหารทุกครั้งเกิดจากความล้มเหลวของฝ่ายการเมือง ที่ไม่สามารถดำเนินการแบบปกติได้ แม้กระทั่งการรัฐประหารเมืองปี 2557 ก็ไม่ได้รัฐประหารรัฐบาลที่มาจากประชาชน แต่เป็นรัฐบาลรักษาการที่เดินหน้าไม่ได้ ประเทศไปต่อไม่ได้ เลือกตั้งก็ไม่ได้ เกิดการบาดเจ็บล้มตายของประชาชน กองทัพจึงเข้ามาแก้ปัญหา

ดังนั้นการปฏิรูปกองทัพวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน อยากให้เอาเวลาไปแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองที่เร่งด่วน เพราะส่วนตัวเชื่อว่ากองทัพรับฟังในความคิดเห็นต่างๆ แต่สิ่งเรานั้นยังมีเวลาในการพูดคุยพิจารณา