wifi เก็บข้อมูล เก็บข้อมูลWiFi

รองโฆษก ตร. – บิ๊กป้อม แจงปมร้านกาแฟปล่อย wifi ต้องเก็บข้อมูลให้รัฐ

Home / ข่าวการเมือง / รองโฆษก ตร. – บิ๊กป้อม แจงปมร้านกาแฟปล่อย wifi ต้องเก็บข้อมูลให้รัฐ

ประเด็นน่าสนใจ

  • รมว.ดีอี สั่งร้านกาแฟ ปล่อย wifi ฟรีต้องเก็บ logfiles ใน 90 วัน
  • พลเอกประวิตร ชี้การทำในลักษณะดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ตามที่สังคมวิจารณ์
  • รอง โฆษก ตร. แจงกฎหมายฉบับดังกล่าว มีการประกาศบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2550 แล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ร้านกาแฟที่เปิดให้ผู้ใช้บริการต่ออินเทอร์เน็ตในร้าน ต้องเก็บข้อมูลการจราจรบนอินเทอร์เน็ตไว้ 90 วัน เพื่อป้องกันการมีเหตุจำเป็น เจ้าหน้าที่รัฐอาจขอดูข้อมูลตามอำนาจ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 26 ว่า

เป็นเพียงแค่การขอความร่วมมือภาคเอกชนให้ร่วมมือกับรัฐบาลเก็บข้อมูลไว้ 90 วันเท่านั้นพร้อมยืนยันว่า การทำในลักษณะดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน ตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าว ว่า ที่มีการเตือนให้ร้านกาแฟต่างๆ ร้านที่ให้บริการเน็ตคาเฟ่ หรือในลักษณะที่เปิดให้ผู้ใช้บริการต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต WIFI ภายในร้าน ให้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์( Logfile) ของผู้ลงทะเบียนใช้ WIFI ของร้านเป็นเวลา 90 วัน

เพื่อเป็นข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐใช้ในการสืบสวนสอบสวน กรณีเกิดการกระทำความผิดตามกฎหมายบ้านเมือง ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการดำเนินการของผู้ให้บริการตามกฎหมายดังกล่าว ไม่ได้ทำให้พี่น้องประชาชนต้องยุ่งยาก ลำบาก หรือเกิดความเสียหายแต่อย่างใด

พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวอีกว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวมีการประกาศบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2550 แล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยหลักแล้วกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการดำเนินการเก็บข้อมูล ไม่ใช่ผู้ใช้บริการ สำหรับประชาชนทั่วไปก็สามารถใช้บริการหรือดำเนินการต่างๆ ได้ตามปกติ

โดยไม่ต้องกังวลหรือตื่นตระหนก โดยภาครัฐให้ผู้บริการทำการเก็บข้อมูล ก็เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ใช้ในการสืบสวนสอบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายบ้านเมืองในคดีต่างๆ ทุกประเภท อาทิ คดีความมั่นคง คดีฉ้อโกง หลอกลวง หมิ่นประมาท หรือเกี่ยวกับความผิดทางคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด ป้องกันเหตุร้ายต่างๆ ถือได้ว่าเกิดประโยชน์แก่สาธารณะ

ที่ผ่านมาในคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีฉ้อโกงประชาชน หรือคดีที่มีมูลค่าความเสียหายมากและผู้เสียหายจำนวนหลายราย เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์สืบสวนสอบสวนจนสามารถนำสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

จากการใช้ข้อมูลในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นต่อศาลออกหมายจับ และติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย อีกทั้งยังถือเป็นหลักสากล ที่นานาประเทศก็ดำเนินการในลักษณะคล้ายกับประเทศเรา ที่กฎหมายบังคับเช่นนี้ ก็เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง รักษาความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งในปัจจุบันการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือบนโลกโซเชียลมีเดีย นับวันจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น