มติชน ฟ้อง เอเอสทีวีผู้จัดการ ยกก๊วน

Home / ข่าวการเมือง / มติชน ฟ้อง เอเอสทีวีผู้จัดการ ยกก๊วน

ป้ายสีกล่าวเท็จ ล้มกษัตริย์-ล้มเจ้า ขอนำสืบชอบสร้างเรื่องเท็จ

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ตัวแทนบริษัท บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)? ได้ยื่นฟ้อง นาย สุรวิชช์ วีรวรรณ ที่ 1, นาย ตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ ที่ 2, บริษัท เอเอสทีวีผู้จัดการ จำกัด ที่ 3, บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) ที่ 4, บริษัท ผู้จัดการจัดจำหน่าย จำกัด ที่ 5, บริษัท เอธนิค เอิร์ธ ดอท คอม โอลดิ้ง จำกัด ที่ 6 จำเลย ในความผิดหมิ่นประมาท และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550? เป็นคดีดำที่ อ. 1795/2553? โดยศาลอาญานัดไต่สวน 2 สิงหาคม 2553 เวลา 9.00 น. เนื่องจากใส่ร้ายโจทก์ว่า กระทำการล้มกษัตริย์ และยังโน้มน้าวให้ผู้อ่านเชื่อว่าโจทก์มีพฤติกรรมล้มกษัตริย์ล้มเจ้า อันเป็นความเท็จ

คำฟ้อง ระบุว่า?? เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2553 ถึงวันที่ 28 พฤษภาคม 2553 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งหกได้บังอาจร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2553 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 6 ได้บังอาจร่วมกันใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณาด้วยการนำบทความ เรื่อง “มติชนกับการล้มกษัตริย์” ที่จำเลยที่ 1 เขียนใส่ร้ายโจทก์ออกเผยแพร่ด้วยตัวอักษรลงในเว็บไซต์ชื่อ “www.manager.co.th” และในเว็บไซต์ชื่อ “www.astvmanager.com” ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกิจการหรือผู้ให้บริการ และมีจำเลยที่ 6 เป็นผู้ควบคุมคัดเลือกเผยแพร่และรับผิดชอบข้อมูลในเว็บไซต์ทั้งสองดังกล่าว

ทั้งนี้ ถ้อยคำบทความดัง กล่าวมีเนื้อหายืนยันว่าโจทก์กระทำการล้มกษัตริย์ และยังโน้มน้าวให้ผู้อ่านเชื่อว่าโจทก์มีพฤติกรรมล้มกษัตริย์ล้มเจ้า อัน เป็นความเท็จ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายข่าวทางอินเตอร์เน็ต เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ทั้งนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 6 ดังกล่าวมีจำเลยที่ 3 รู้เห็นเป็นใจ สนับสนุนและยินยอมให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 6 กระทำการหมิ่นประมาทโจทก์ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในควสามควบคุมของตน

ต่อมา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2553 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้บังอาจร่วมกันใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณาด้วยเอกสารหนังสือ พิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวันอีกกระทงหนึ่ง กล่าวคือจำเลยที่ 1 เป็นคอลัมนิสต์เขียนบทความลงในคอลัมน์ “หน้ากระดาน เรียงห้า” หน้าที่ 12 มีถ้อยคำบทความว่า “มติชนกับการล้มกษัตริย์” มีเนื้อหายืนยันว่า โจทก์กระทำการล้มกษัตริย์ และยังโน้มน้าวให้ผู้อ่านเชื่อว่า โจทก์มีพฤติกรรมล้มกษัตริย์ล้มเจ้า อันเป็นความเท็จ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือพิมพ์?? ซึ่งมีจำเลย 2 เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำและควบคุมเนื้อหาที่ลงในหนังสือพิมพ์และมีจำเลย ที่ 3 เป็นเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ ย่อมต้องรู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 1 เพื่อใส่ร้ายโจทก์ดังกล่าว

สำหรับจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 นั้นรู้ว่า หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน ใส่ร้ายผู้อื่นเสมอมาจนถูกฟ้องศาลเป็นคดีความมากมาย แต่ก็ยังรับพิมพ์รับจัดจำหน่ายหนังสือพิมพ์ดังกล่าวเรื่อยมา ถือได้ว่าจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 ร่วมมือกับจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 หรือสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 กระทำการหมิ่นประมาทโจทก์

บทความที่ นายสุรวิชช์ วีรวรรณ จำเลยที่ 1 เขียนดังกล่าว เป็นความ เท็จทั้งสิ้น ความจริงโจทก์ไม่เคยกระทำการล้มกษัตริย์หรือล้มเจ้าตามที่ได้ถูกจำเลยทั้ง หมดใส่ความดังกล่าว

การเขียนบทความของนายสุรวิชช์ และมีการลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ดังกล่าวอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 3 ซึ่งมีจำเลยที่ 6 ควบคุมดูแล กับมีการลงในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวันอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 3 โดยมีจำเลย ที่ 2 เป็นบรรณาธิการแต่ไม่ได้ใช้วิจารณญาณเยี่ยงบุคคลผู้มีอาชีพ สื่อมวลชน ไม่พิจารณาตรวจสอบข้อความที่จำเลยที่ 1 เขียนใส่ความโจทก์ว่าเป็นความจริงหรือไม่ แต่จำเลยที่ 6 กลับนำเอาถ้อยคำบทความที่จำเลยที่ 1 เขียนใส่ร้ายโจทก์ไปลงอยู่ในเว็บไซต์

ส่วนสำหรับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ก็นำไปลงหนังสือพิมพ์แล้วไปจ้างจำเลยที่ 4 เป็นผู้จัดพิมพ์และจ้างจำเลยที่ 5 เป็นผู้จัดจำหน่ายแพร่หลายดังกล่าว เป็นกรณีที่จำเลยทั้งหก มีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์โดยการโฆษณา ด้วยตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ และด้วยเอกสาร ต่อบุคคลที่สาม กล่าวคือ ถ้อยคำและบทความดังกล่าวย่อมทำให้ผู้อ่าน เข้าใจได้ทันทีว่า โจทก์กระทำการล้มกษัตริย์ ล้มเจ้า ซึ่งไม่เป็นความจริงและเป็นเท็จทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ถ้อยคำบทความที่ จำเลยทั้งหกร่วมกันใส่ความโจทก์ดังกล่าวไม่ได้เป็นการแสดงความคิด เห็น หรือแสดงข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตาม คลองธรรม และไม่เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม หรือแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมแต่อยางใด

นอกจากนี้หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวันนั้นยังมีพฤติกรรมชอบสร้างเรื่องเท็จใส่ร้ายใส่ความผู้อื่น เป็นอาจิณ โจทก์จะนำเสนอพยานหลักฐานต่อศาลใน ชั้นพิจารณาต่อไป

การที่จำเลยทั้งหกหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ด้วยถ้อยคำบทความอันเป็นเท็จดังกล่าวเป็น การแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งหกมีเจตนาที่จะ มุ่งร้ายใส่ความโจทก์อย่างร้ายแรงโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ทำให้ประชาชนทั่วไปซึ่งได้ฟังและอ่านถ้อยคำบทความหมิ่นประมาทโจทก์ดังกล่าว ดูหมิ่น เกลียดชังโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งหกได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงโจทก์เป็นอย่างมาก จึงขอศาลโปรดลงโทษจำเลยทั้งหกโดยสถานหนักเพื่อให้หลาบจำและจะได้ยุติ พฤติกรรมดังกล่าวต่อไป

เหตุเกิดที่แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร และแขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร และทุกตำบล ทุกอำเภอ ทั่วราชอาณาจักรไทย โจทก์มิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพราะประสงค์จะดำเนินคดีนี้ด้วยตนเอง

สำหรับคำขอท้ายคำฟ้องอาญา? ระบุว่า? การที่จำเลยได้กระทำตามข้อความที่กล่าวมาในคำฟ้องนั้น ถือว่าเป็นความผิดต่อกฎหมาย และบทมาตราดังนี้ คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ประกอบมาตรา 88, 84, 86, 90, 91 พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 มาตรา 4 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14, 15

โจทก์ขอศาลได้ออกหมาย นัดและเรียก จำเลยมาไต่สวนมูลฟ้องและพิจารณาพิพากษาลงโทษตามกฎหมาย และขอให้ศาลสั่งและบังคับจำเลยทั้งหกลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ กรุงเทพธุรกิจ คมชัดลึก ไทยโพสต์ บ้านเมืองและสยามรัฐ ติดต่อกันเป็นเวลา 15 วัน