ชวน หลีกภัย ซุปเปอร์โพล แก้รัฐธรรมนูญ

คนส่วนใหญ่เห็นพ้อง ชวน หลีกภัย หนุนแก้ รธน. ปมผู้นำเหล่าทัพ นั่ง สว.

Home / ข่าวการเมือง / คนส่วนใหญ่เห็นพ้อง ชวน หลีกภัย หนุนแก้ รธน. ปมผู้นำเหล่าทัพ นั่ง สว.

ประเด็นน่าสนใจ

  • SUPER POLL เผยคน 75.4% เห็นด้วยแก้ รธน. ผู้นำเหล่าทัพทำหน้าที่ สว.
  • เพราะ สว. ไม่ใช่หน้าที่ของเหล่าทัพ และไม่เหมาะรับเงินหลายทาง
  • นักการเมืองคือกลุ่มคนที่พูดแล้วทำให้รู้สึกว่า เศรษฐกิจแย่ที่สุด

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (5 ม.ค. 2563) ศูนย์วิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ได้มีการเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ต่อกรณีที่นายชวน หลักภัย ประธานรัฐสภาเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดยเฉพาะประเด็นการทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. ของผู้นำเหล่าทัพ ในหัวข้อเรื่อง แก้รัฐธรรมนูญ กับ ผบ. เหล่าทัพ จากกรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,162 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 2 – 4 ม.ค.63 พบวว่า

  • 75.4% เห็นด้วย กับนายชวน หลีกภัย สนับสนุนไม่ให้ผู้นำเหล่าทัพทำหน้าที่ ส.ว. โดยเผยว่า เพราะไม่เหมาะสมที่รับเงินซ้อนหลายทาง ตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพสำคัญสุดทำตรงนั้นให้ดีที่สุดต่อชาติบ้านเมือง

    ควรแยกออกให้ชัดเจน อำนาจฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ควรทำทุกอย่างชัดเป็นอิสระจากกัน และหน้าที่ สว.ไม่ใช่หน้าที่ของเหล่าทัพ เป็นต้น
  • 24.6% ไม่เห็นด้วย เพราะไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย และไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เร่งแก้เศรษฐกิจก่อนแก้รัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่ากลุ่มคนที่พูดแล้วทำให้รู้สึกว่า เศรษฐกิจแย่ที่สุด นั้น คือนักการเมือง โดยแบ่งเป็น

  • ร้อยละ 43.7 ระบุเป็นนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล
  • ร้อยละ 20.7 เป็นนักการเมืองฝ่ายค้าน
  • ร้อยละ 12.8 เป็นนักวิชาการ
  • ร้อยละ 2.6 เป็นหมอดู
  • และร้อยละ 20.2 ระบุอื่น ๆ เช่น พูดกันเองปากต่อปาก นักธุรกิจ นักศึกษา คนทุกกลุ่ม

ทั้งนี้เมื่อถามถึงความเป็นไปได้หลังจากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบนั้น ผลสำรวจเผยว่า

กลุ่มคนรู้สึกเฉย ๆ ลดฮวบลงจากร้อยละ 77.4 ในเดือนตุลาคม 2562 มาอยู่ที่ร้อยละ 42.8 ในช่วงต้นเดือนมกราคมนี้ แต่กระจายไปอยู่ในกลุ่มคนรู้สึกไม่ดี มีผลเสีย ร้อยละ 30.7 และกลุ่มคนรู้สึกดี มีผลดี ร้อยละ 26.5

นอกจากนี้ยังพบด้วยว่ากลุ่มคนที่มีความหวังจะก้าวต่อไปข้างหน้า ลดลงจากร้อยละ 68.5 ในเดือนตุลาคม 2562 มาอยู่ที่ร้อยละ 52.2 ในต้นเดือนมกราคม และกลุ่มคนรู้สึกกลัวที่จะเดินต่อไปข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31.5 มาอยู่ที่ร้อยละ 47.8