จิตแพทย์ แนะ ข้อคิด-วิธีรับมือ วัยรุ่นขู่ ‘ฆ่าตัวตาย’ ผ่านโซเชียล

Home / ข่าวสังคมออนไลน์ / จิตแพทย์ แนะ ข้อคิด-วิธีรับมือ วัยรุ่นขู่ ‘ฆ่าตัวตาย’ ผ่านโซเชียล

จิตแพทย์โพสต์เฟซบุ๊ก แนะวิธีรับมือและข้อคิดกรณีวัยรุ่นขู่ ‘ฆ่าตัวตาย’ ผ่านโซเชียล ชี้ การยุยงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

จากกรณีที่เมื่อช่วงก่อน มีกระแสข่าวที่เด็กหญิงโพสต์ภาพ และข้อความฆ่าตัวตายตัดพ้อคนรักจนส่งผลให้เสียชีวิต ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก “สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย” ได้เปิดเผยบทความจากนายแพทย์ วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ที่มีต่อประเด็นดังกล่าว โดยระบุเนื้อหาดังนี้

cats

#โพสต์เรียกร้องความสนใจหรือต้องการความช่วยเหลือ
บทความโดย นายแพทย์ วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

“หมอครับ…เราจะแยกยังไงระหว่างคนที่เรียกร้องความสนใจกับคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ บนโลกโซเชียล ?” นี่เป็นคำถามที่ผมมักถูกถามบ่อยครั้ง ไม่ใช่แค่เพียงเมื่อวานนี้ที่เกิดเหตุน่าสลดจากการที่เด็กสาวคนหนึ่งส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือผ่านทางเฟซบุ๊กของเธอ และเรื่องจบลงตรงที่ สัญญาณ S.O.S ที่ถูกส่งออกไปนั้น ไม่สามารถส่งความช่วยเหลือกลับมาหาเธอได้ทันเวลา “ไม่ต้องแยกครับ ” …ผมตอบแบบนี้เสมอ ไม่ต้องแยกจริง ๆ เพราะสุดท้ายคนเหล่านี้ คือ คนที่ต้องการความช่วยเหลือทั้งหมดนั่นแหละ !!

กลุ่มที่ถูกตราหน้าว่าชอบเรียกร้องความสนใจ (Attention-seeker) มักจะถูกมองด้วยความเหยียดหยามจากคนรอบข้าง มักถูกสั่งสอนด้วยคำต่อว่าที่รุนแรงจากคนใกล้ตัว สุดท้ายมักจบลงด้วยคำพูดที่ว่า… “อย่าเรียกร้องความสนใจ” จบ…จบแค่ตรงนี้เสมอ…จบแบบเจ็บ ๆ น่าแปลก กลับไม่ค่อยมีคนตั้งคำถามต่อไปว่า

บุคลิกภาพแบบนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาได้อย่างไร ?” “มีปมอะไรถูกซ่อนอยู่ ?” “หรือนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของอาการที่รุนแรงในอนาคต ?” เราไม่มีทางรู้หรอก ว่าเด็กวัยรุ่นที่เอาลิปสติกขีดแขนเป็นปื้นแล้วเขียนสเตตัสว่าอยากตาย ท้ายที่สุดจะไม่พัฒนาเป็นเด็กที่หยิบคัตเตอร์มากรีดข้อมืออย่างเงียบ ๆ จนต้องเข้าไอซียู

ปัญหาทางสุขภาพจิตระยะแรก ๆ มักเป็นแบบนี้แหละครับ ถูกแสดงออกอย่างไม่ตรงไปตรงมาและมักถูกมองข้าม สุดท้ายถูกปัดไว้ไปใต้พรมหรือฝังกลบไว้อยู่ใต้ดิน รอสะสมพลังจนกลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ !

และจะแยกไปทำไม ในเมื่อ….คนที่ต้องการความช่วยเหลือ คือคนที่ “สังคม” ตัดสินว่า “เค้าน่าจะทำจริง ๆ” ส่วนคนที่เรียกร้องความสนใจ ก็คือคนที่ “สังคม” ตัดสินว่า “เค้าไม่ทำจริง ๆ หรอก” …เส้นบาง ๆ ตรงกลางที่ถูกขีดขึ้นมาโดย “คนอื่นในสังคม”

เราชอบตัดสินเรื่องของคนอื่น บนพื้นฐานชีวิตของตัวเอง ประสบการณ์ของตัวเอง และความเชื่อของตัวเอง ….. ทั้งที่เป็นคนนอกแท้ ๆ ไม่ได้อยู่กับเขา 24 ชั่วโมง ไม่ได้อยู่กับเขามาตั้งแต่เกิดซักหน่อยเลย จะทำจริง หรือ ไม่ทำจริง … เจ้าตัวต่างหากที่รู้ดีที่สุด  โลกเราเปลี่ยนไป…ผู้ใหญ่จากยุคสมัยก่อนอาจมองว่าการเขียนหรือโพสต์อะไรไปในเฟซบุ๊กของเด็กสมัยนี้ คือ การโชว์ออฟ การเรียกร้องความสนใจ การเรียกไลค์ การระบายอารมณ์ หรือแม้กระทั่งการอยากเป็นคนโด่งดังแบบเน็ทไอดอล

นั่นเพราะคนเหล่านั้นขาดความเข้าใจในความสัมพันธ์ของสังคมโซเชียลกับชีวิตเด็กยุคดิจิตอลในปัจจุบัน เด็กรุ่น Generation Me เป็นต้นมา ได้หลอมรวมการสื่อสารในชีวิตประจำวันของตัวเอง ทั้งการรับสื่อมาและการสื่อสารออกไป เข้ากับโลกโซเชียลมีเดียไปหมดแล้ว โซเชียลมีเดียจึงไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือสื่อสารอีกต่อไป แต่มันผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันเราไปโดยปริยาย

เพราะฉะนั้น การแสดงออกถึงเจตจำนงแห่งความตายผ่านทางโลกโซเชียลในยุคปัจจุบันนี้ จึงมักจะสะท้อนบางอย่างภายใต้จิตใจของคน ๆ หนึ่งได้เสมอ ไม่ว่าจะตั้งใจทำจริง ๆ หรือไม่ก็ตาม

เอาเป็นว่า ถ้าเรื่องแบบนี้ผ่านตาเรามา…เข้าไปช่วยเหลือเขาเถอะครับ ตั้งสติให้ดี ลดอคติที่อยู่ในใจ สุดท้ายจะให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจัง หรือ พิมพ์แค่ “สู้ๆ” “เอาใจช่วยนะ” ก็ดีมากแล้วไอ้แบบพวกนักเลงคีย์บอร์ดรุมกันแกล้ง รุมกันสับ รุมกันยุ นี่ผมขอเลยครับ…นี่มัน “ร่วมด้วย ช่วยกันฆ่า” ชัดๆ 

 

ที่มา สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

MThai News