แพ้ยา

สาวท้อง 2 เดือน ป่วยเป็นไข้! คลินิคฉีดยาให้กลับมาแพ้หนักอาการสาหัส

Home / ข่าวสังคมออนไลน์ / สาวท้อง 2 เดือน ป่วยเป็นไข้! คลินิคฉีดยาให้กลับมาแพ้หนักอาการสาหัส
สาวท้อง 2 เดือน แพ้ยาอาการสาหัส ด้านญาติเผย ผู้ป่วยแท้งลูกแล้ว วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ เผยกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม 

วันนี้ (3 พ.ค.61) แฟนเพจแหม่มโพธิดำโพสต์เรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่ง เธอป่วยเป็นไข้จากนั้นได้ไปคลินิกและได้ฉีดยา ต่อมาเธอเกิดอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง

โดยญาติของผู้ป่วยเผยว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา ผู้ป่วยมีอาการไม่สบายเป็นไข้ เดินทางไปที่คลินิก และได้แจ้งทางคลินิกว่ากำลังตั้งครรถ์ 2 เดือน จากนั้นทางคลินิกได้ฉีดยาให้ทานยาพร้อมกับให้น้ำเกลือ ต่อมาผู้ป่วยเกิดอาการ ท้องเสียขั้นรุนแรง อาเจียนจนหมดสติ ญาติจึงนำตัวส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาล ซึ่งทางญาติระบุว่า ขณะนี้ลูกที่อยู่ในท้องเสียไปแล้ว ส่วนผู้ป่วยอยู่ในอาการวิกฤต

รายละเอียดทั้งหมดระบุไว้ดังนี้ …

เมื่อวันที่ 30เมษายน 2561 น้องผู้ป่วยมีอาการไม่สบายเป็นไข้คะน้องเลยเดินทางไปที่คลินิกชื่อดังในตัว อ.ด่านขุนทด (ไม่ขอระบุบชื่อคลินิกนะคะ) น้องบอกทางคลินิกว่าน้องท้องได้ 2 เดือนแล้ว ทางคลินิกเขาได้ฉีดยา (ไม่ทราบชนิดให้น้อง) 2 เข็ม แกะยา (ไม่ทราบชนิด) อีก 1 เม็ด และเดินน้ำเกลือให้น้องหลังจากนั้นน้องกลับบ้านมาเวลาประมาน 4 ทุ่มของวันที่ 30 เมษายน น้องมีอาการท้องเสียขั้นรุนแรงและอาเจียนจนหมดสติ

ทางญาติจึงนำตัวส่งโรงพยาบาลด่านขุนทดน้องมีอาการตัวบวมมากๆ ทางโรงพยาบาลด่านขุนทดก็ไปขอบันทึกการรักษาจากคลินิกแล้วนำตัวน้องส่งโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ทางโรงพยาบาลก็นำน้องส่งเข้าห้อง icu ทางหมอมหาราชเขาตรวจหาตัวยาที่คลินิกฉีดให้แต่ไม่ตรงกับที่เขียนชื่อตัวยามาในใบบันทึกประวัติการรักษา

หมอก็ให้ญาติทำใจเพราะน้องอาการหนักมาก ลูกในท้องก็เสียแล้ว แต่ก็ไม่ได้เอาออก ตอนนี้ยังไม่ได้ทำการแจ้งความใดๆ เลย เพราะทางเราไม่มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย

อยากให้มีคนหรือหน่วยงานแนะนำการเรียกร้องความเป็นธรรมกับทางญาติน้องด้วย เพราะไม่มีใครออกมารับผิดชอบเลยไม่อยากให้เกิดเรื่องกับคนอื่นที่จะรักษากับคลินิกนั้นค่ะเคสนี้ไม่ใช่รายแรกนะคะ คนของเขามากเราทำอะไรไม่ได้เลย เขาเป็นคนกว้างขว้างมากตัวอำเภอจึงไม่มีใครกล้าไปดำเนินการทางกฎหมายกับเขาไม่ได้เพราะกลัวจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

ทั้งนี้ หลังเรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ ผู้คนต่างวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยด่วน