ข่าวสดวันนี้ มะเร็งกระเพาะอาหาร

อุทาหรณ์ กินข้าวไม่เป็นเวลา ทำป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้

Home / ข่าวสังคมออนไลน์ / อุทาหรณ์ กินข้าวไม่เป็นเวลา ทำป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้

สาวโพสต์อุทาหรณ์ ทานอาหารไม่เป็นเวลา ก่อนรู้ข่าวร้ายเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

วันนี้ (28 ธ.ค. 2561) ผู้คนในโลกออนไลน์ได้พากันส่งต่อข้อความจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก Pattaraporn Suriyamanee ที่ได้บอกเล่าประสบการณ์ชีวิต ป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร จากการที่เขารับประทานอาหารไม่ตรงเวลา โดยมีข้อความระบุว่า

มะเร็งกระเพาะอาหาร, ข่าวสดวันนี้

วันนี้ได้ออกโรงพยาบาลแล้ว หลังจากนอนยาว ๆ 17 วัน หลายคนคงสงสัยว่าเป็นอะไร เราก็เลยคิดว่าเมื่อไหร่ออกจากโรงพยาบาลแล้วจะเขียนเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ทุกคนดูแลสุขภาพ ใส่ใจตัวเอง หมั่นดูแลและสังเกตตัวเอง สำหรับตัวเราเป็นคนทานน้อย ทานไม่ค่อยตรงเวลา กินตามใจปาก ทานผักมากกว่าเนื้อ หรือหมูนะ (เพราะขี้เกียจเคี้ยว) เวลาเครียดจะปวดท้อง

เราป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ระยะที่3 ไม่มีอาการของโรคมะเร็งเลย ไม่มีอาการปวดท้องทรมาน (แค่ปวดท้องกรดไหลย้อน) น้ำหนักก็ปกติไม่ได้ลด ถ่ายปกติ ทานได้ปกติ ท้องไม่อืด ใช้ชีวิตปกติไม่มีอ่อนแรง จนวันหนึ่งคิดยังไงไม่รู้ หรือมีอะไรดลใจ ให้ลุกขึ้นจากเตียง และไปโรงพยาบาลขอคุณหมอส่องกล้องกระเพาะอาหาร แล้วสิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นจร้าาา

วันนัดฟังผลคุณหมอพูดกับเราแค่ว่า…
คุณหมอ: ต้องมีสตินะครับ
มะนาว : ค่ะ
คุณหมอ : สติต้องมีนะครับ
มะนาว : ค่ะ
คุณหมอ: มีแฟนรึยัง
มะนาว: ยังค่ะ
คุณหมอ: มีเพื่อนหรือญาติมาด้วยมั้ยย
มะนาว : ไม่มีค่ะ
คุณหมอ: ต้องมีสตินะครับ
มะนาว: ค่ะ ทำไมเหรอคะ เป็นมะเร็งเหรอคะ
คุณหมอ พยักหน้าไม่พูดอะไรต่อ และแปลกใจว่าเราเป็นมะเร็งทั้ง ๆ ที่อายุน้อย ( แอบคิดในใจอายุเราก็ไม่น้อยนะ 5555)

ตอนนี้เราได้ผ่าตัดกระเพาะอาหารออกหมดแล้ว (ไม่มีกระพาะอาหาร) เริ่มหัดทานข้าวต้ม โจ๊กแบบอ่อน ๆ เพื่อให้ลำไส้ปรับตัว เพราะไม่สามารถทานอาหารแบบคนทั่วไปได้ คงต้องรออีกซักพักใหญ่ ๆ ขั้นต่อไปคือให้คือคีโม ซึ่งก็ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง (แต่จะสู้ สู้)

อยากให้เรื่องเราเป็นอุทาหรณ์ อยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพ ทานอาหารให้เป็นเวลา และหากปวดท้องกระเพาะ หรือกรดไหลย้อน ควรพบแพทย์ ไม่ควรคิดว่าทานยาเดี๋ยวก็หาย

ปล. ขอบคุณครอบครัวที่คอยอยู่เคียงข้าง ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้ ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่มาเยี่ยมที่โรงพยาบาล ขอบคุณทีมคุณหมอที่ทำการผ่าตัด ขอบคุณมาก ๆ นะคะ

มะเร็งกระเพาะอาหาร (Stomach cancer หรือ Gastric cancer) คือ เซลล์เนื้อร้ายหรือมะเร็งที่เกิดขึ้นที่บริเวณเยื่อบุผิวภายในกระเพาะอาหาร* โดยเกิดจากการที่เซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารมีการแบ่งจำนวนมากขึ้นอย่างผิดปกติ ทำให้เกิดเป็นมะเร็งขึ้นมา สามารถเกิดได้กับทุกส่วนของกระเพาะอาหาร และสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะรอบ ๆ กระเพาะอาหารได้ เช่น ตับอ่อน หลอดอาหาร ลำไส้ ปอด และรังไข่ นอกจากนี้เซลล์มะเร็งยังแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ผ่านทางต่อมน้ำเหลือง หรือทางกระแสเลือดได้ด้วย

ซึ่งวิธีป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารนั้น ปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพ แต่มีคำแนะนำที่อาจช่วยลดโอกาสการเกิดโรคนี้ได้บ้าง คือ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ดังที่กล่าวไป เช่น งดแอลกอฮอล์ บุหรี่ อาหารเค็ม อาหารหมักดอง อาหารปิ้งย่าง เนื้อสัตว์รมควันหรือใส่ดินประสิว เป็นต้น

กินผักและผลไม้ให้มาก ๆ เป็นประจำทุกวัน ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าพบว่ามีการติดเชื้อเอชไพโรไลของกระเพาะอาหารควรรีบรักษาให้หายขาด เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวิธีในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งกระเพาะอาหารตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ดังนั้น จึงควรสังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ เช่น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ มีประวัติเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง หรือติดเชื้อเอชไพโลไร (H. pylori) เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาใช้กล้องส่องตรวจกระเพาะอาหารตั้งแต่ระยะก่อนมีอาการ โดยอาจต้องทำการตรวจปีละครั้ง ถ้าพบว่าเริ่มมีความผิดปกติจะได้รักษาได้ทัน เนื่องจากการรักษาในระยะแรกมักจะได้ผลดีหรือช่วยให้หายขาดได้

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดแสบลิ้นปี่ก่อนกินอาหาร หรือจุกแน่นท้องหลังกินอาหาร ถ้าเพิ่งเป็นครั้งแรกโดยไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ และมีอายุต่ำกว่า 40 ปี ให้กินยาต้านกรดครั้งละ 15-30 มิลลิลิตร หลังอาหาร 3 มื้อและก่อนนอน ถ้ากินยาไป 2-3 วันแล้วอาการทุเลาลงให้กินยาต่อไปจนครบ 2 สัปดาห์ (แต่ถ้าอาการยังไม่ทุเลาตั้งแต่แรก หรือในกรณีที่กินยาครบ 2 สัปดาห์แล้วอาการยังไม่หายดี ควรรีบไปพบแพทย์)

และถ้าหายดีแล้วให้กินยาต่อไปจนครบ 6-8 สัปดาห์ (หากกินยาจนครบ 6-8 สัปดาห์ แล้วต่อมามีอาการกำเริบขึ้นอีก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ) แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอายุเกิน 40 ปี แม้จะมีอาการเป็นครั้งแรก และไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ก็ควรปรึกษาแพทย์ หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดรุนแรง ปวดนานเกิน 6 ชั่วโมง กระเทือนถูกเจ็บ อาเจียน ถ่ายอุจจาระดำ ตัวเหลืองตาเหลือง หรือมีน้ำหนักตัวลดลง เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

ข้อมูลบางส่วนจาก medthai.com