กระดูกคด ข่าวสดวันนี้ แบกเป้

หมอแล็บ แนะอย่าวิตก แบกเป้ไปเรียนทำกระดูกเคลื่อน ด้านชาวเน็ตไม่เห็นด้วย

Home / ข่าวสังคมออนไลน์ / หมอแล็บ แนะอย่าวิตก แบกเป้ไปเรียนทำกระดูกเคลื่อน ด้านชาวเน็ตไม่เห็นด้วย

ประเด็นน่าสนใจ

  • หมอกระดูกชี้ไม่มีงานวิจัยระบุกระดูกคดเพราะแบกของหนัก
  • ด้านเพจดังนำมาเผยแพร่ต่อบอกอย่าตระหนก
  • คนเข้าไปแสดงความเห็นชี้แม้ไม่เกี่ยวกับทำกระดูกคด แต่เด็กไม่จำเป็นต้องแบกของหนักไปเรียนเหมือนทุกวันนี้ พร้อมจี้ ศธ. เร่งแก้ไข

จากเหตุการณ์ที่คุณแม่รายหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ออกมาเปิดเผยข่าวสุดช็อกกรณีที่ลูกสาวมีอาการกระดูกสันหลังเคลื่อนผิดรูป จนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นการด่วน เนื่องจากคาดว่าสาเหตุดังกล่าวมาจากการที่ลูกต้องแบกเป้ใส่หนังสือไปเรียนจำนวนมาก ไปโรงเรียนนั้น

วันนี้ (31 ก.ค. 2562) เพจ หมอแล็บแพนด้า ได้มีการส่งต่อข้อความจากเพจ วิ่งดิหมอ ที่ได้ออกมาให้ความเข้าใจถึงอาการป่วยกระดูกเคลื่อนดังกล่าว ว่า ไม่น่าจะเกี่ยวกับการแบกเป้หนักๆ เป็นเวลานาน แต่อาจจะมาจากพันธุ์กรรมของผู้ป่วย

เพราะไม่มีการวิจัยใดปรากกว่าการแบกของหนักทำให้กระดูกคดได้ ทั้งนี้การที่นำเรื่องดังกล่าวออกมาเผยแพร่ ก็เพราะป้องกันการตื่นตระหนก เพราะสื่อหลายสำนักได้นำเสนอข่าวไปทางเดียวกันว่า เหตุที่เกิดขึ้นมาจากการแบกของหนัก

แม้จะไม่ใช่เรื่องวิ่ง … แต่ในฐานะหมอกระดูกและข้อ ที่ทำงานในศูนย์ที่มีผู้ป่วยกระดูกสันหลังคดจำนวนมากต่อปี ได้อ่านข่าวที่กำลังสร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชนขณะนี้ แล้วก็เกิดความไม่สบายใจ อยากให้เกิดการแก้ไขความเข้าใจผิดต่อโรคที่เกิดขึ้น

(แรกก็ว่าจะไม่เขียน แต่เวลานี้กลายเป็นไฟลามทุ่ง ประเภทเพจต่างๆ นักข่าว เอาไปลงกันอึกทึกครึกโครม)
จึงขอนำเรียนมาให้ทุกท่านได้ศึกษา เกี่ยวกับความจริงของภาวะกระดูกสันหลังคดในเด็กและวัยรุ่น ดังนี้
กระดูกสันหลังคด เกิดขึ้นได้หลายช่วงอายุ ตั้งแต่เด็กทารกไปจนถึงวัยชรา ซึ่งมีปัจจัยการเกิดแตกต่างกัน และแต่ละชนิดก็ไม่เหมือนกันในหลายประเด็น กล่าวคือ

กระดูกสันหลังคด แบ่งได้เป็นประเภท ดังนี้

1) โรคกระดูกสันหลังคดตั้งแต่แรกเกิด (Congenital Scoliosis) เนื่องจากขณะแม่ตั้งครรภ์ตัวอ่อนในครรภ์มีกระดูกสันหลังที่ผิดปกติ

2) โรคกระดูกสันหลังคดจากโรคทางระบบประสาทหรือระบบกล้ามเนื้อผิดปกติ (Neuromuscular Scoliosis) เช่น โรคกล้ามเนื้อโตมากกว่าปกติ กล้ามเนื้อกระดูกสันหลังฝ่อลีบ เป็นต้น

3) โรคกระดูกสันหลังคดแบบไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic Scoliosis) มีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง คือ เพศหญิง อายุ และกรรมพันธุ์ แบ่งได้เป็น 3 ช่วงวัย (เกิดในช่วงวัยรุ่นมากสุด)

3.1 โรคกระดูกสันหลังคดแบบไม่ทราบสาเหตุในวัยทารก (Infantile Idiopathic Scoliosis) ก่อนอายุ 3 ปี

3.2 โรคกระดูกสันหลังคดแบบไม่ทราบสาเหตุในวัยเด็ก (Juvenile Idiopathic Scoliosis) อายุระหว่าง 4 – 10 ปี

3.3 โรคกระดูกสันหลังคดแบบไม่ทราบสาเหตุในวัยรุ่น (Adolescent Idiopathic Scoliosis) อายุระหว่าง 10 – 18 ปี พบมากที่สุด

4) โรคกระดูกสันหลังคดจากความเสื่อม (Degenerative Lumbar Scoliosis) มักพบในผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ จากการเปลี่ยนแปลงของเนื้อกระดูกที่เปราะบาง คุณภาพเสื่อมลง ร่วมกับการผ่านการใช้งานมาเป็นเวลายาวนาน (กรณีนี้จะไม่ได้เกิดการคดมาก่อนในวัยเด็ก) อันนำมาซึ่งอาการที่เราเรียกๆกันว่า กระดูกทับเส้น

แต่ละชนิดจะมีวิธีแยกทางการแพทย์ ซึ่งมีรายละเอียดอีกมาก (ไม่ขอลงรายละเอียด ณ ที่นี้)

ซึ่งกรณีของเด็กหญิงในข่าว มีความเข้าได้กับภาวะ Adolescent Idiopathic Scoliosis มากที่สุด … นั่นคือ ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

เนื้อหาความรู้เกี่ยวกับกระดูกสันหลังคด ในทางการแพทย์มีการทำการศึกษาไว้มานานนับร้อยปีแล้ว และไม่เคยมีเอกสารทางการแพทย์ หรืองานวิจัยใดที่ยืนยันการเกี่ยวข้อง การเกิดกระดูกสันหลังคดในวัยเด็ก และวัยรุ่น ว่าเกิดจากการยกของหนัก (หากต้องการที่มา แหล่งอ้างอิงมีมากมาย ทั้ง textbook ทางการแพทย์ งานวิจัย บทความ)

อยากให้ทุกท่านที่ได้เข้ามาอ่าน พิจารณา คิดวิเคราะห์ และจะเป็นประโยชน์อย่างมาก หากได้นำความรู้นี้ บอกต่อในวงกว้างต่อไป เพื่อลดปัญหาความเข้าใจผิด ที่กำลังเกิดขึ้น ณ ขณะนี้

และคงเป็นการดี หากเพจ หรือสื่อใด ที่ลงเนื้อหาสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ได้ลองทำการศึกษาใหม่ และแก้ไขด้วย จะเป็นการดีอย่างมาก (เพราะเพจเล็กๆ นี้ ก็อาจไม่สามารถส่งผลต่อภาวะตื่นตระหนกของคนไทยที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ได้ดีที่สุด)

ขอบคุณทุกท่าน มา ณ ที่นี้ค่ะ

ปล. การแบกหนัก เป็นสาเหตุของการเกิดอักเสบกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และความเสื่อมชนิดอื่นได้ (เพียงแต่ไม่ใช่สาเหตุของการเกิดกระดูกสันหลังคดในเด็ก ควรแยกประเด็นกันค่ะ) … ฉะนั้นก็ยังควรเลี่ยงการแบกหนักเกินไป … แต่ขณะเดียวกัน ก็มิใช่โทษว่ากระดูกหลังคดในเด็ก เกิดจากการแบกหนัก 😊

ด้วยรัก
วิ่งดิหมอ / #หมอกระดูกและข้อคนหนึ่ง #orthopedics #orthopedist

ทั้งนี้เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างเข้าใจในความหวังดีที่เพจดังกล่าวนำข้อมูลออกมาเสนอ แต่อยากให้มีการแก้ไขในเรื่องการเรียนของเด็กไทยเสียใหม่ เพราะพวกเขามองไม่เห็นความจำเป็นที่เด็กต้องมีการแบกเป้หนักๆ ไปโรงเรียนทุกวัน

ถึงแม้ว่ามันไม่ใช่สาเหตุ แต่ก็เสี่ยงต่อปัญหาด้านสุขภาพเด็กอยู่ดี โดยเฉพาะเรื่องบุคลิกภาพและการเจริญเติบโต จึงอยากให้กระทรวงศึกษาคิดแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าว เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกันก็ได้แนะนำว่าควรมีล็อกเกอร์ไว้ที่โรงเรียน เพื่อที่นักเรียนจะได้มีที่เก็บของ และไม่ต้องแบกหนังสือหนักๆ ไปโรงเรียนทุกวันอีกต่อไป

แม้จะไม่ใช่เรื่องวิ่ง … แต่ในฐานะหมอกระดูกและข้อ ที่ทำงานในศูนย์ที่มีผู้ป่วยกระดูกสันหลังคดจำนวนมากต่อปี…

โพสต์โดย วิ่งดิหมอ เมื่อ วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม 2019