ข่าวสดวันนี้ ผ่าตัด เหรียญติดคอ

หมอเล่า ผู้ปค.ปฏิเสธไม่ให้รักษาเด็กเหรียญติดคอ แต่จะให้หมอชาวบ้านรักษาแทน

Home / ข่าวสังคมออนไลน์ / หมอเล่า ผู้ปค.ปฏิเสธไม่ให้รักษาเด็กเหรียญติดคอ แต่จะให้หมอชาวบ้านรักษาแทน

ประเด็นน่าสนใจ

  • กรณีนี้เกิดขึ้นจากญาติฝ่ายพ่อมาขัดขวางไม่ให้แม่เด็กรักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน
  • หมอบ้านรักษาเหยียญติดคอได้ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก Somjet Saejane ได้มีการโพสต์ข้อความบอกเล่าเหตุการณ์ หลังจากเขาถูกผู้ปกครองของเด็กคนหนึ่งปฏิเสธไม่ให้เขาทำการักษาลูก ทั้งๆ ที่เขาเป็นหมอรักษาคนไข้ แต่ผู้ปกครองกลับพาเด็กไปหาหมอชาวบ้านแทน

โดยผู้โพสต์เผยว่า เด็กคนดังกล่าวมีอาการเหรียญติดอยู่ในคอ ผู้ปกครองได้พามาพบแพทย์เพื่อทำการรักษาแพทย์จึงลงความเห็นว่าต้องผ่าตัดนำเหรียญออกมา แต่ระหว่างอยู่ในขั้นตอนเตรียมการ ผู้ปกครองของเด็กกลับบอกเลิกกะทันหัน ไม่ยอมให้ผ่าตัด อ้างว่าจะพาลูกไปรักษากับหมอชาวบ้านแทน

รับรีเฟอร์มาเด็กกลืนเหรียญติดคอ กำลังเอาเข้าห้องผ่าตัดดมยาสลบ ไปส่องกล้องเอาออกให้…

โพสต์โดย Somjet Saejane เมื่อ วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม 2019

ทางหมอจึงพยายามอธิบายแล้ว แต่ผู้ปกครองก็ไม่ยอมท่าเดียว ก่อนที่จะยกเลิกในที่สุด ซึ่งจากเรื่องที่เกิดขึ้นก็สร้างความตกใจให้กับหมอคนดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าจะมีคนมีแนวคิดแบบนี้อยู่

ซึ่งข้อความดังกล่าวระบุว่า รับรีเฟอร์มาเด็กกลืนเหรียญติดคอ กำลังเอาเข้าห้องผ่าตัดดมยาสลบ ไปส่องกล้องเอาออกให้ แต่ซักพักญาติคือแม่เด็กมาตัดสินใจไม่ทำ หน้าห้องผ่าตัด ยืนยันหัวชนฝา ไปหาหมอบ้าน แนะนำแล้วก็ตามใจ
.
ถ้าเมื่อก่อนผมคงทุ่มเทเต็มร้อยให้เขาเปลี่ยนใจ
ปัจจุบันคงเอาตามหน้าที่ หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา
แนะนำข้อดี ความเสี่ยง เซ็นไม่สมัครใจ
ทำดีคือเสมอตัว ทำพลาดสังคมประนาม
ทุกอย่างชะตาอยู่ที่บุญกรรม

หมอบ้าน สามารถช่วยเหลือเอาเหรียญออกจากคอเด็กได้ แต่มีความเสี่ยงสูงกว่าแผนปัจจุบัน

ถามหมอบ้านรักษาได้ไหม
ก็พอทำได้ จับเด็กห้อยหัว เขย่าดันออก หรือล้วงคอก็ยังพอทำได้ถ้าชำนาญพอ หรือกินยาทำให้อาเจียนออกมา ก็มีได้หลายวิธี แต่ถ้าไม่ออกแล้ว หรือ ออกแล้วไม่หลุดบังเอิญไปติดหลอดลม มันก็ตายแค่นั้น แค่ความเสี่ยงสูงกว่าแบบปัจจุบัน แผนปัจจุบัน สมมติเอาไม่ออกจริงๆ ก็ยังมีท่อช่วยหายใจส่งต่อไปที่อื่นได้
.
อย่าแปลกใจระดับชาวบ้านดันเชื่อหมอบ้าน
มะนาวโซดารักษามะเร็ง หนานเฉาเหว่ยรักษาเบาหวาน
กินฉี่รักษาโรค อาหารเสริมรักษาได้ทุกอย่าง มันก้มีให้เห็นทุกวัน
.
ปล.เคสนี้ถ้ายืนยันไม่ทำจริงๆ ก็ไม่ว่าอะไร
แต่ผมไม่ให้นอนในรพ. เพราะถ้าอยู่ใน รพ.
สมมติเกิดกลางคืนสำลักขาดอากาศตายในไม่กี่นาที
ช่วยไม่ทัน ขี้ปากชาวบ้าน คนที่ผิดคงไม่พ้น รพ.
หาว่ามารพ.แล้วไม่รักษา
.
อยู่มานานก็พอเข้าใจ ปัญหาอย่างนึงคือการศึกษา หรือคนไข้การกลัวการผ่าตัดจนเกินเหตุ หลายโรคที่ต้องตาย หรือพิการทั้งที่รักษาได้ เช่น มะเร็งระยะแรกๆ แผลเบาหวาน หรือแม้แต่ไส้ติ่งอักเสบแต่ไม่ยอมผ่าตัด ฯลฯ
.
ทุกวันนี้เป็นหมอพอเข้าใจ ไม่ดื้อรั้น ถ้าหิวเมื่อไรก็แวะมา

ช่วยได้ก็ช่วย ทำตามหน้าที่ที่ทำได้ไหว ถ้าเขากลับมาเราก็ทำ

แก้ไข กูตกใจมาก ไปแชร์กันเยอะมาก
เฟสกูมีแต่พระเครื่อง และเรื่อง. . . . .กันส่วนมาก
เรื่องการแพทย์สุขภาพ มีน้อย นานๆ ก็บ่นไปเรื่อยครับ
ไม่ต้องไปตามเฟสผม ผมไม่อยากดัง
.
ทุกคนเขามีมุมมองของตนเอง เคสแบบนี้โชคดีหมอบ้านอาจจะรักษาได้ หรือ โชคดีเด็กไออ๊วกออกมาเองก็มี แต่ความเสี่ยงสูงรักษาหมอ รพ.กว่าถ้ารักษาพลาด เราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของแม่เด็ก ถือว่าทำตามหน้าที่แล้ว

ขณะเดียวกันผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว ก็มีข้อความเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์นี้ผู้เป็นแม่ต้องการให้หมอรักษาด้วยการผ่าตัด แต่ญาติฝ่ายพ่อ ซึ่งเป็นลุงไม่เห็นด้วย เดินเข้ามาขัดขวางไม่ให้ทำการรักษา แม่เด็กเลยขัดครอบครัวฝ่ายชายเขาไม่ได้ เห็นว่าพ่อเด็กไม่อยู่ ได้แต่จำใจทำตามอำนาจ

สรุปแม่เด็กเมื่อวันก่อนน่าสงสารมาก เราก็เข้าใจเขาผิด มาถามหาสาเหตุจากพยาบาลในเหตุการณ์ตอนนั้น เด็กกลืนเหรียญติดคอ รพช.ก็ส่งมา แม่อยากให้ทำการรักษาแหละ แต่ตอนนั้นผมติดผ่าตัดอีกเคสที่ icu ระหว่างรอเอาเข้าห้องผ่าตัดแล้ว

ญาติฝ่ายพ่อ ที่เป็นลุงที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในครอบครัวเป็นคนบังคับให้ปฏิเสธเอง เป็นคนเดินมาขัดขวางหน้าห้องผ่าตัด และบังคับให้แม่เด็กพากลับบ้านไป ให้พากลับไปรักษาหมอบ้าน ในสังคมมุสลิม แม่เด็กเลยขัดครอบครัวฝ่ายชายเขาไม่ได้ เห็นว่าพ่อเด็กไม่อยู่ ได้แต่จำใจทำตามอำนาจ

สรุปคนร้ายคือลุงคนไข้ ที่มีอำนาจตัดสินใจทุกอย่างในครอบครัว เป็นคนบังคับพาเด็กกลับบ้าน ปฏิเสธการรักษา แม่เด็กขัดไม่ได้

ทั้งนี้เมื่อคลิปดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างเข้าไปให้กำลังใจหมอซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องนี้ เพราะเข้าใจว่าหมอทำดีที่สุดแล้ว แต่เมื่อผู้ปกครองคนไข้ไม่เชื่อก็เป็นสิทธิของเขาที่จะปฏิเสธได้ ขณะเดียวกันก็มีบางส่วนเข้าไปแสดงความเห็นว่าสงสารเด็กที่ต้องมาเผชิญกับชะตากรรมแบบนี้

สำหรับการปฐมพยาบาลขั้นตอน หากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในคอเด็กสามารถทำได้ 3 วิธี

วิธีที่ 1 สำหับหนูน้อยอายุไม่เกิน 1 ปี

  • หาที่นั่ง หรือจะนั่งคุกเข่าลงกับพื้น แล้วนำเด็กนอนคว่ำหน้าลงไว้บนขา กดศีรษะให้ต่ำกว่าลำตัว ใช้มือจับบริเวณขากรรไกร พร้อมกับประคองคอไปด้วย
  • ใช้มืออีกข้างตบบริเวณหลังของเด็ก บริเวณสะบักด้วยสันมือประมาณ 5 ครั้ง ต้องตบแรงๆ นะคะ พลิกตัวเด็กให้นอนหงายขึ้น เอามือจับประคองลูกไว้ที่บริเวณท้ายทอย
  • ใช้นิ้ว 2 นิ้ว ของมืออีกข้างกดลงบริเวณกึ่งกลางของหน้าอกลูกน้อย โดยอยู่ในระยะที่ห่างจากหัวนมเด็กเล็กน้อย กดแรงๆ 5 ครั้ง
  • ให้ทำการตบหลัง 5 ครั้ง และกดหน้าอก 5 ครั้ง สลับกันไปมา จนกว่าลูกจะร้องหรือพูดออกมาได้

วิธีที่ 2 สำหรับหนูน้อยอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป

  • ให้เข้าไปที่ด้านหลัง โดยให้ลูกยืน หรือนั่งคุกเข่าก็ลง จากนั้นโอบรัดจากด้านหลังใต้รักแร้มาบริเวณด้านท้อง
  • ใช้มือข้างหนึ่งกำไว้ แล้ววางไว้บริเวณเหนือสะดือใต้ลิ้นปี่ ส่วนมืออีกข้างกำกำปั้นไว้อีกทีหนึ่ง
  • ดันนิ้วหัวแม่มือข้างที่กำไว้เข้าไปด้านในท้องของเด็ก รัดให้แน่นแล้วกะตุกขึ้น ให้ทำพร้อมกัน แรงๆ จนกว่าสิ่งที่ติดคอจะหลุดออกมา หรือจนกว่าจะมีเสียงเล็ดลอดออกมา
  • ในกรณีที่หมดสติ ให้รีบทำการช่วยชีวิตทันที ในระหว่างที่พาไปโรงพยาบาล หรือรอการส่งตัว หากช่วยเหลือให้สิ่งของหลุดออกมาแล้ว ควรพาไปหาคุณหมอ เพื่อตรวจเช็คร่างกายอีกครั้งหนึ่ง

วิธีที่ 3 สำหรับหนูน้อยอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป (กรณีหมดสติ)

  • ให้รีบโทรแจ้งรถพยาบาลทันที
  • จับลูกนอนลงกับพื้น ตรวจดูว่าเด็กยังหายใจหรือไม่ หากไม่หายใจ ให้ดันคางขึ้นให้ศีรษะแหงนไปข้างหลังให้มากที่สุด แล้วนำมือมาบีบจมูกไว้ จากนั้นเป่าลมเข้าไปในปาก 2 ครั้ง แลัวสังเกตดูว่าลมเข้าไปภายในปอดหรือยัง ดูจากการขยับขึ้นลงของหน้าอก เสร็จแล้วเป่าอีกครั้งหลังจากที่หน้าอกยุบลง
  • ถ้าเด็กยิ่งคงนิ่ง ให้ดันค้างสูงกว่าเดิม จากนั้นเป่าลมทางปากอีกครั้ง ถ้าไม่สำเร็จให้นั่งคร่อมที่ตัวของเด็กในท่าคุกเข่า แล้วใช้สันมือวางลงที่ระหว่างสะดือกับลิ้นปี่ ใช่มืออีกข้างกดทับมือลงไป กระแทกให้เร็วในจังหวะขึ้นลง 6-10 ครั้ง
  • เปิดปากลูกดูว่ามีสิ่งแปลกปลอมหลุดออกมาหรือยัง โดยการนำมือไปจับบริเวณขากรรไกรและลิ้น ใช้งอนิ้วชี้ของมืออีกข้างในลักษณะเหมือนตะขอ กวาดเข้าไปในปากตั้งแต่กระพุ้งแก้มไปจนถึงโคนลิ้น หากไม่พบให้ทำซ้ำตั้งแต่เป่าปากอีกรอบ