ความสัมพันธ์ เกาหลีเหนือ-ใต้ หลังเปิดเจรจาครั้งประวัติศาสตร์ ‘โอลิมปิกแห่งสันติภาพ’

Home / รายงานพิเศษ, สกู๊ปข่าว / ความสัมพันธ์ เกาหลีเหนือ-ใต้ หลังเปิดเจรจาครั้งประวัติศาสตร์ ‘โอลิมปิกแห่งสันติภาพ’

จับตาท่าที และแนวโน้มความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ-ใต้ หลังโคจรมาเจรจากันในหัวข้อ ‘โอลิมปิกแห่งสันติภาพ’ นักวิชาการชี้ เป็นการส่งสัญญาณถึงท่าทีที่น่าจับตามอง และมีแนวโน้มเป็นไปในเชิงบวก !! 

หลังจากกรณีในวันที่ 9 ม.ค. ถึงกำหนดการณ์คณะผู้แทนเจรจาระดับสูงของเกาหลีใต้ 5 คน นำโดยนายโช มยอง-กยอน รมว.กระทรวงรวมชาติ และคณะผู้แทนเจรจาของเกาหลีเหนือจำนวนเท่ากัน นำโดยนายรี ซอน-กวอน ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการภายในระหว่างเกาหลี พบกันที่ห้องประชุมของอาคารสันติภาพ ภายในหมู่บ้านปันมุนจอม ซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเขตปลอดทหาร ( ดีเอ็มซี )

การเจรจาครั้งนี้ เริ่มต้นด้วยตัวแทนจากทั้งสองฝ่าย จับมือทักทายกันอย่างใกล้ชิดทันทีที่ถึงที่หมาย ขณะที่ฝ่ายเกาหลีเหนือกล่าวว่า หัวข้อการเจรจาครั้งนี้ จะเป็น “โอลิมปิกแห่งสันติภาพ” และคณะผู้แทนนักกีฬาของเกาหลีเหนือจะพร้อมร่วมการแข่งขันครั้งสำคัญนี้ กับตัวแทนนักกีฬาจากทั่วทุกมุมโลก หลังจากที่ประชาชนในประเทศตัดขาดจากการติดต่อกับผู้คนทั้งโลก เนื่องจากการปิดประเทศมาเป็นระยะเวลานานก่อนหน้านี้

แม้ความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลีจะเคยเลวร้าย แต่ในขณะนี้มีการส่งสัญญาณว่าจะมีท่าทีที่จะผ่อนคลายขึ้น หลังจากที่โชมยังกยอน รัฐมนตรีกระทรวงรวมชาติ ตัวแทนรัฐบาลเกาหลีใต้ เผยว่ารัฐบาลโซล จะพยายามหารือประเด็นรื้อฟื้นการรวมญาติของครอบครัวชาวเกาหลีเหนือ-ใต้ที่ถูกแบ่งด้วย “เส้นขนานที่ 38” และพลัดพรากจากกัน แม้ยุคสมัย และโลกจะเปลี่ยนแปลงไป ทั้งสองประเทศยังคงถูกกั้นด้วยพรมแดนของรอยร้าวในอดีตเส้นนี้

ชาวเกาหลีเหนือพบญาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีใต้ สวมกอดกันอย่างชื่นมื่น

ย้อนรอยความบาดหมาง เริ่มขึ้นเมื่อเกาหลีแบ่งออกเป็นฝั่งเหนือและฝั่งใต้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยฝ่ายเกาหลีเหนืออยู่ภายใต้การดูแลของโดยสหภาพโซเวียต และจีนภายใต้ลัทธิการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ขณะที่เกาหลีใต้อยู่ภายใต้การกำกับของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษซึ่งใช้หลักการปกครองแบบประชาธิปไตย และด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วทำให้ ทั้งสองฝั่งไม่สามารถรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ จนเป็นชนวนเหตุแห่งสงครามเกาหลี เปิดฉากขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 1950และจบลงไปเมื่อปี 1953  หลังสงบศึกสงครามจนกระทั่งปัจจุบันเกาหลีใต้และเกาหลีเหนืออยู่ในสถานะ ‘คู่ศึกสงคราม’

โครงการพัฒนานิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือ

อาจารย์ ดร.มาโนชญ์ อารีย์ นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวเอาไว้ว่า ในปี 2018 เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เริ่มส่งสัญญาณในการเจรจากันใหม่ หลังจากหยุดไปเป็นเวลา 2 ปี โดยประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติในปีนี้น่าจับตามอง

ดร.มาโนชญ์ อารีย์
อาจารย์ ดร.มาโนชญ์ อารีย์ นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ด้วยเหตุผลที่ว่า ขณะนี้คงเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสถานการณ์ฉันมิตรระหว่าง 2 เกาหลี จะดำเนินไปต่อเนื่องยาวนานเพียงใดเนื่องจากเกาหลีใต้ยังไม่เชื่อใจเกาหลีเหนือเสียทีเดียว เพราะเป็นไปได้ว่า ในขณะที่ทั้งสองประเทศพูดคุยกันฉันท์มิตรในครานี้ ฝั่งเกาหลีเหนืออาจจะกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองอยู่ก็เป็นได้ ซึ่งความเชื่อใจจะเกิดขึ้นได้เมื่อฝั่งเกาหลีเหนือจะพักโครงการอาวุธนิวเคลียร์ไว้ก่อน

ดร.มาโนชญ์ ให้ความเห็นด้วยว่า การประสบความสำเร็จในการทดลองอาวุธของเกาหลีเหนือ อาจทำให้เกาหลีใต้มีท่าทีใน ‘เชิงบวก’ และประณีประนอมกับเกาหลีเหนือมากขึ้น เนื่องจากการที่เกาหลีเหนือมีแสงยานุภาพทางทหาร หรืออาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงในมือ อาจทำให้ฝ่ายศัตรู มีความเกรงใจ หวาดกลัว ทำให้เกิดการเจรจาทางการทูตมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในกรณีเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เปรียบเทียบได้กับสงคราม 3 ครั้ง ระหว่างอินเดียกับปากีสถาน ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีพรมแดนติดกัน แต่หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์กลับไม่มีสงครามครั้งใหญ่ ๆ ระหว่าง 2 ประเทศนี้เกิดขึ้นอีกเลย ด้วยเหตุนี้เองอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งเป็นอาวุธที่มีแสงยานุภาพสูง ในด้านนึงคือ ‘เครื่องมือต่อรองทางการทูต’ ให้ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ต้องการเปิดสงครามระหว่างกัน เพราะอาจก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งสองฝ่าย

แม้ว่าประชาชนเป็นจำนวนมากในเกาหลี จะต้องการให้ทั้งสองประเทศรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เนื่องจากภาคประชาชนจากทั้งสองฝั่งไม่ได้เป็นปรปักษ์ต่อกันดังเช่นในภาคการปกครอง ด้วยเหตุผลที่ทั้งสองฝั่ง ต่างก็เป็นคนชาติเกาหลีเหมือน ๆ กัน พูดภาษาเดียวกัน และมีชาติพันธุ์ที่เหมือนกัน แต่มิติของการรวมประเทศเกาหลีเป็นหนึ่งเดียวนั้น อาจจะยังคงเป็นเรื่องยากที่ห่างไกลจากความเป็นจริงไม่น้อย เพราะทั้งสองฝั่ง ต่างได้รับการสนับสนุน หรือมีชาติพันธมิตรคือจีน และสหรัฐฯ ซึ่งเป็นขั้วมหาอำนาจโลกที่แตกต่างกัน ไม่นับรวมรูปแบบ ระบอบการปกครองที่ต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่างประชาธิปไตยและเผด็จการแบบสุดโต่ง รวมถึงผลประโยชน์ทางด้านการเมืองของชาติพันธมิตร ยิ่งทำให้มองไม่เห็นอนาคตของการรวมเกาหลีเป็นหนึ่งเดียวกันได้เลย….