ส่องทิศทางปี 2562 “เศรษฐกิจ-การเมือง” โลกจะไปทางไหน

Home / คลิป, รายงานพิเศษ / ส่องทิศทางปี 2562 “เศรษฐกิจ-การเมือง” โลกจะไปทางไหน

ปี 2562 เป็นอีกปีที่ต้องจับตามองความเป็นไปของโลก ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

“ฟอร์จูน” ได้คาดการณ์สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2562 ซึ่งหลายๆ เรื่องมีแนวโน้มจะยุ่งยากและกระทบในวงกว้าง เริ่มจากการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องลุ้นกันมากขึ้น หลังจากพรรคเดโมแครตคว้าเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ถ่วงดุลการเมืองได้มากกว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผูกขาดเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา

ขณะที่ประเด็นร้อนเกี่ยวกับมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดิอาระเบีย ที่เผชิญแรงกดดันจากนานาชาติ กรณีการสังหารนายจามาล คาช็อกกี ผู้สื่อข่าวชาวซาอุฯ ก็น่าจะได้บารมีของกษัตริย์ซัลมาน พระราชบิดา และยังรักษาตำแหน่งรัชทายาทเอาไว้ได้ แต่มกุฎราชกุมารซาอุฯ อาจจะต้องปรับบทบาทอยู่หลังฉากเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกลาโหม จนกว่าเรื่องของนายคาช็อกกีจะเงียบไป รวมทั้งหันไปมุ่งเน้นนโยบายในประเทศและเศรษฐกิจแทน

สำหรับเรื่องการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของอังกฤษ หรือเบร็กซิต มีแนวโน้มที่จะยุ่งยากมากขึ้น แม้จะเจรจากันมานาน 2 ปีแล้ว แต่เส้นตายในเดือนมีนาคมก็อาจจะยังไม่มีข้อตกลงที่ครอบคลุมออกมา เพราะเกมนี้มีความเสี่ยง และเดิมพันด้วยเสถียรภาพทางการเงินของโลก ทั้งสองฝ่ายจึงยอมรับข้อตกลงพื้นฐานที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น พรมแดนของไอร์แลนด์เหนือที่เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรกับประเทศไอร์แลนด์ และสิทธิในการทำงานของชาติสมาชิก EU ในอังกฤษ

ข้ามมาที่อิตาลี ซึ่งแบกภาระหนี้ราว 2 ล้าน 3 แสนล้านยูโร หรือกว่า 85 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากไม่สามารถจัดการได้ ก็ย่อมฉุดเศรษฐกิจโลกให้อยู่ในภาวะขาลง และการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจอิตาลีก็อาจส่งผลต่อกลุ่มยูโรโซน หรือประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร มากกว่าปัญหาของกรีซก่อนหน้านี้

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น รวมทั้งทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.75 จนกระทบธุรกิจขนาดเล็กและเกษตรกร ขณะที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2563 จะทำให้ทั้งสองฝ่ายหันมาเจรจากัน ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์จะออกมาอ้างชัยชนะในการแก้ปัญหานี้ ทั้งที่ตัวเองก่อขึ้น

แม้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ก็อาจเพียงพอที่จะดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นจากระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปัจจุบัน และเคลื่อนไหวอยู่แถว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก ก็ส่งสัญญาณปรับลดกำลังการผลิตเพื่อให้ราคาขยับขึ้น

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด มีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้ง ในช่วง 12 เดือนนับจากนี้ ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 3 และนี่ย่อมส่งผลต่อประเทศอื่นๆ อย่างยากจะหลีกเลี่ยง