ความจริง หรือ บิดเบือน..เมื่อสื่อไทย ถูกแทรกแซง

Home / สกู๊ปข่าว / ความจริง หรือ บิดเบือน..เมื่อสื่อไทย ถูกแทรกแซง

ความจริง หรือ บิดเบือน..เมื่อสื่อไทย ถูกแทรกแซง

สื่อมวลชนนับได้ว่าเป็นกระบอกเสียงในการเผยแพร่ข่าวสาร เหตุการณ์ต่างๆ อีกทั้งยังทำหน้าที่เสมือน “หมาเฝ้าบ้าน” ที่คอยสอดส่องดูแล ความผิดปกติ ปกป้องพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของ ประชาชนอย่างถึงที่สุด

ขณะเดียวกัน สื่อ โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์  เป็นเครื่องมือในการนำเสนอ  คอยเป็นกระบอกเสียงรัฐบาล อย่างที่เรียกกันว่า “สื่อของรัฐตกอยู่ในกรงเล็บของนักการเมืองทุกยุคสมัย” เพราะนั่นเองจะเป็นเครื่องมือในการตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม ได้เป็นอย่างดี

มีการทำสำรวจจาก ฟรีดอมเฮาส์ เนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกที่ผ่านมานี้ ระบุว่า โดยประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอันดับ เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ส่งผลให้คะแนนของประเทศไทยลดลงสี่จุด และเปลี่ยนสถานะจากประเทศที่เสรีภาพสื่อเป็น กึ่งเสรี มาเป็น ไม่เสรี เนื่องจากมีการใช้กฎหมาย พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ที่จงใจปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นออนไลน์

ไม่เพียงเท่านั้น สื่อของฝ่ายตรงข้าม อย่างเช่น วิทยุของคนเสื้อแดง ที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. จำนวน  13  แห่งในพื้นที่กรุงเทพ 7 แห่งอยู่ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาคอีก 6 แห่ง ถูกดำเนินคดีข้อหาฐานประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

การถูกปิดกั้นของฝ่ายตรงข้าม ทำให้คนเสื้อแดงขาดช่องทางในการสื่อสารอีกตามเคย หลังจากที่สัญญาณดาวเทียมไทยคมของ DTV ( ดี สเตชั่น )ถูกนายสุเทพและ รมต.กระทรวง ICT  สั่งปิดในช่วงเหตุการณ์การชุมนุใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา

ความไม่เป็นธรรมกับกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้ความเป็นสองมาตรฐานเด่นชัด และกลายมาเป็นข้อโต้แย้งว่า เหตุใดจึงดำเนินคดีกับฝ่ายตรงข้ามเพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่ สถานีโทรทัศน์ ASTV ไม่มีการดำเนินการเมื่อครั้งที่ พันธมิตร บุกยึดทำเนียบรัฐบาล อีกทั้งสถานี DTV ตั้งขึ้นมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจัดตั้งในลักษณะเดียวกันกับ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV เช่นกัน

ขณะเดียวกัน สื่อของรัฐบาล ที่นำเสนอผลงานอย่างสวยหรู ทั้งในรูปแบบโทรทัศน์ และหนังสือ แจกจ่ายประชาชน โดยไม่มีสื่อทีวีช่องไหนเลย กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล  เพราะแน่นอนว่า หากเป็นเช่นนั้น การวิจารณ์รัฐบาลก็จะถูกมองว่า เป็นฝ่ายตรงข้ามไปในทันที การร้องขอและความร่วมมือ เป็นการสมยอมของทั้งสองฝ่าย ที่ไม่อยากให้เกิดปัญหาจากอำนาจมืดที่มองไม่เห็น

อย่างไรเสีย อำนาจในการแทรกแซงสื่อ มีเป็นกันมาทุกยุคทุกสมัย ไม่เพียงแต่รัฐบาลสมัยปัจจุบันเท่านั้น เพราะการมีสื่อ สามารถสร้างภาพลักษณ์ โต้แย้ง ปลุกกระแสประชาชนได้เป็นอย่างดี

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของข้อมูลที่สาธารณชนจะได้รับนั้น จะแน่ใจได้อย่างไรว่า สิ่งที่นำเสนอ อะไรคือความจริง ไม่มีการบิดเบือนข้อมูล เพราะการฟังความฝ่ายเดียว ก็เห็นจะเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมนัก สำหรับอีกฝ่ายที่ถูกโจมตี ขณะเดียวกันสื่อของเสื้อแดงก็ถูกตั้งข้อหาว่า บิดเบือนข้อเท็จจริง ปลุกระดม จนอาจก่อให้เกิดความไม่สงบ จึงถูกรัฐบาลสั่งปิด

ดังนั้น ประชาชนย่อมต้อง ใช้วิจารณญาณในการเลือก รับฟัง รับชม และเสพสื่ออย่างชาญฉลาด หากถูกอำนาจรัฐปิดกั้นสื่อจนเหลือความด้านเดียว ความมจริงที่นำเสนอ อาจไม่ใช่ความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมก็เป็นได้

Mthai news