กรุงเทพฯแผ่นดินทรุด หนึ่งปัจจัยเสี่ยง เมืองหลวงเกิดน้ำท่วมหนัก

Home / สกู๊ปข่าว / กรุงเทพฯแผ่นดินทรุด หนึ่งปัจจัยเสี่ยง เมืองหลวงเกิดน้ำท่วมหนัก

กรุงเทพฯแผ่นดินทรุด หนึ่งปัจจัยเสี่ยง เมืองหลวงเกิดน้ำท่วมหนัก

Mthainews: เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ น้ำท่วมกรุงเทพฯ นับเป็นฝันร้ายสำหรับชาวเมืองกรุงที่ต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดัน และความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น มีปัจจัยที่มา ทำให้กรุงเทพฯกลายเป็นเมืองบาดาล

โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ปริมาณน้ำจ่อทะลักเข้ากรุงเทพในครั้งนี้ มีทั้ง  ปริมาณน้ำฝนที่มีมากขึ้นกว่าปกติ บวกกับปริมาณน้ำเหนือที่ไหลบ่า จากทางภาคเหนือ ลงมายังพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง แม้ว่าจะมีการสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำไว้บางส่วน เช่น เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนกิ่วลม แล้วก็ตาม การระบายน้ำไม่สมดุล ทำใหเกิดสภาวะน้ำท่วมขึ้น

นอกจากนี้ ปัจจัยของน้ำทะเลหนุนสูง ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคมเป็นต้นมาทำให้ปริมาณน้ำสมทบกับที่ไหลมาจากภาคเหนือ หากมีฝนตกหนักก็ทำให้ปริมาณแม่น้ำเจ้าพระยาล้นฝั่งอีกเช่นกัน

หากจะมองตามหลักภูมิศาสตร์ของกรุงเทพแล้ว พื้นที่จะมีลักษณะลาดเทจากด้านตะวันออกลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้น เมื่อฝนตกในปริมาณมาก ปริมาณดังกล่าวจะถ่ายเทไหลผ่านพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา หากการระบายน้ำไม่เป็นไปอย่างสมดุล ทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมขึ้นได้

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการก็คือ ผืนแผ่นดินของกรุงเทพกำลังทรุดตัว จากการสำรวจพบว่า พื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร มีการนำน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภคเกินกว่าปริมาณน้ำที่ไหลกลับเข้าไปทดแทน ในอัตราประมาณ5-10 เซ็นติเมตรต่อปี โดยเฉพาะพื้นที่เขตพระโขนง บางกะปิ และห้วยขวาง จึงทำให้พื้นดินเป็นแอ่งกะทะ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ โยงไปสู่ปัจจัยของน้ำทะเลหนุนสูง ก่อให้เกิดความเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ โครงการวิจัยร่วม ไทย-ยุโรป เรื่องการเคลื่อนตัวของแผ่นดินและระดับน้ำทะเล ที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม พบว่า พื้นที่เขตบางขุนเทียนและจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก และจังหวัดปทุมธานี จะเกิดการทรุดตัวของชั้นดินมากถึง 15 มิลลิเมตรต่อปี

ปัจจัยเสริม ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเฉลี่ยในอ่าวไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกประมาณ 2 เท่า โดยบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันตก เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3 มิลลิเมตรต่อปี และตอนเหนือของอ่าวไทยใกล้กรุงเทพมหานคร มีน้ำสูงขึ้นเฉลี่ย 4 มิลลิเมตรต่อปี รวมถึงการลดระดับลงอย่างรวดเร็วของแผ่นเปลือกโลกในอัตรา 10 มิลลิเมตรต่อปี หลังเกิดเหตุการณ์สึนามิเมื่อเดือนธันวาคมปี 2547

ส่งผลให้ภายในอีก 30 ปี ข้างหน้า กรุงเทพและปริมณฑลจะถูกน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง

2554: แผนที่ประเมิน พื้นที่น้ำท่วมกรุงเทพ กรณีเลวร้ายที่สุด จากการคาดการณ์ของ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร

บริเวณคาดว่าน้ำท่วมล้นในอนาคต     ความเห็นจากนักวิชาการรศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ ม.รังสิต พื้นที่น้ำท่วมจะครอบคลุมบริเวณ ริมชายฝั่งทะเลประมาณ 10 กม.จากชายฝั่งปัจจุบัน พื้นที่บริเวณปากน้ำสมุทรปราการ ปากน้ำท่าจีน และชุมชนริมชายฝั่งจะมีระดับน้ำสูงประมาณ 1.5-2.0 เมตร ส่วนบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาบางพื้นที่เช่น เขตยานนาวา เขตบางคอแหลม เขตสาทร เขตคลองเตย เขตบางแค เขตหนองแขม เขตบางบอน เขตบางขุนเทียน และอำเภอพระสมุทรเจดีย์ รวมทั้งพื้นที่บางส่วนฝั่งขวาถนนบางนา-ตราดจะมีน้ำท่วมขังน้อยกว่า 60 ซม. อย่างไรก็ตาม หากมีการสร้าง และต่อเสริมคันดินริมชายฝั่งทะเลทิศตะวันออกก็จะสามารถป้องกันการรุกล้ำของน้ำทะเลได้

นายอาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา อดีตนักวิทยาศาสตร์องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ให้ความเห็นว่า ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมามีีความเสี่ยงมากว่าระดับน้ำทะเลทั้งโลก จะเพิ่มสูงขึ้นในอัตราเร่งอย่างรวดเร็วจากจากภาวะน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ซึ่งเสี่ยงต่อการที่กรุงเทพมหานครจะประสบปัญหาน้ำท่วมขังจนยากแก่การระบาย หากเป็นไปได้ควรจะรีบ ย้ายเมืองหลวงภายในเร็ววันนี้ โดยพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด คือ ภาคอีสานใต้ เพราะอยู่ในระดับสูงกว่าน้ำทะเล ไม่มีรอยเลื่อนของเปลือกโลก และปลอดจากลมพายุรุนแรง ซึ่งการย้ายเมืองหลวงจะต้องใช้เวลาถึง 20-30 ปี

ความเป็นไปได้ในอนาคต เป็นสิ่งที่ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องรับมือ แก้ปัญหา เพื่อไม่ให้คนกรุงจะต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมหนักขึ้นเรื่อยๆ บางรายโดยเฉพาะนายทุนกำลังมองหาพื้นที่ในภาคเหนือ เพื่อหนีปัญหาน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

ส่วนปัจจัยสุดท้าย ก็คือการบริหารจัดการของนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ชินวัตร  ครั้งนี้ถูกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล่าช้าในการจัดการกับปริมาณน้ำที่ไหลจากนครสวรรค์ จนมาถึงพระนครศรีอยุธยา โดยไม่มีการวางแผนที่ดีพอ ส่งผลให้น้ำไหลเข้าสู่กทม.ในที่สุด  ความมั่นใจของประชาชนในตัวนายกรัฐมนตรี และทีมงานศปภ.เอง ก็แทบจะไม่สามารถฝากความหวังอะไรได้

ภัยพิบัติเหล่านี้ ล้วนเกิดจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้คงเป็นอุทาหรณ์เป็นอย่างดี ในการให้มนุษย์ตระหนักถึงสิ่งที่ทำลงไป ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ทำลายป่า การก่อสร้างที่อยู่อาศัยในเขตที่ควรเป็นที่รองรับน้ำ การขยายตัวของชุมชนเมือง หรือแม้แต่การจัดการทรัพยากรน้ำที่ย่ำแย่จากภาครัฐ ให้กลับมาทบทวน ก่อนที่จะสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สิน จนสายที่จะแก้ไข

Mthainews

เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย

ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com