2 กุมภาฯ ส่อเป็นหมัน เมื่อรัฐซ้อนรัฐ แบ่งฟากอำนาจ “ไม่วายแหวกทางสงครามประชาชน” แม้กองทัพส่งสัญญาณนิ่ง

Home / สกู๊ปข่าว / 2 กุมภาฯ ส่อเป็นหมัน เมื่อรัฐซ้อนรัฐ แบ่งฟากอำนาจ “ไม่วายแหวกทางสงครามประชาชน” แม้กองทัพส่งสัญญาณนิ่ง

หากเราย้อนกลับไปในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา…..ถึงข้อเรียกร้องในการปราศรัยของเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนที่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมานั้น เลขาธิการกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส.อย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เคยประกาศชัดแล้วว่า เกมนี้ไม่มีการต่อรองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แม้แต่ใด ๆ ทั้งสิ้น นอกเสียจากต้อง “ลาออก” สถานเดียวเท่านั้น ม็อบทั้งหลายถึงถอยกลับ

BbAeSOxCMAAxlcT.jpg-large

แต่ดูเหมือนการเดินเครื่องในการจัดตั้ง “สภาประชาชน” ของ กปปส. เพื่อหวังปลดล็อคการเมือง โดยเฉพาะการจำกัด “ระบอบทักษิณ” ที่สะสมอำนาจ บารมี และ เงิน กว่า 10 ปีที่ผ่านมา คงเกิดขึ้นได้ยาก เพราะขัดหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญไม่ได้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ด้วย ดังนั้นรัฐบาลคงเดินหน้างัดเรื่องข้อกฎหมายขึ้นมาต่อสู้กับ กปปส.ในทุกรูปแบบ ดังนั้นการกำหนดการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ตามที่คณะกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต. ประกาศเอาไว้คงเลื่อนไปไม่มีกำหนด

แม้ว่าวาทะของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่หวังจัดตั้ง “สภาประชาชน” สำเร็จแล้ว จะล้างระบบทักษิณ ให้หมดไปในแผ่นดิน โดยเฉพาะเงื่อนไขที่จะต้องเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด โดยให้ประชาชนมีอำนาจในการจัดการ

สิ่งสำคัญคือการเดินเครื่องแก้ไข “รัฐตำรวจ” ที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คิดว่าถูกกลืนกินมาช้านาน โดยเฉพาะในตำแหน่งของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จนมาถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ ตำรวจภูธรภาคต่าง ๆ ที่ล้วนแต่ถูกวางตัวจากระบบทักษิณแทบทั้งสิ้น

tebb

การเดินเกมชนของ กปปส.ในครั้งนี้ ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะไม่มีการเดินเกมในลักษณะที่ผิดกฎหมาย เพราะประเทศไม่เคยมีการปกครองแบบ “รัฐซ้อนรัฐ” หาก กปปส.ยังมุทะลุในการเดินเกมชนรัฐบาลอย่างเดียว โอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนชนกันระหว่างมวลชนคนสนับสนุนรัฐบาล และมวลชนคนสนับสนุน กปปส.ได้ หากสถานการณ์นำไปสู่ถึงจุดนั้นได้แล้วโอกาสของสถานการณ์อาจเพลี้ยงพล้ำจนไปสู่ “สงครามประชาชน” ที่จะเกิดขึ้นภายในเมืองหลวงอย่าง กทม.ได้อย่างสบาย ๆ

ทั้งนี้การเคลื่อนไหวกองทัพประชาชนของ กปปส.ในครั้งนี้ ในการปฏิบัติต่อรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เหมือนเป็นการปฏิวัติ-รัฐประหาร โดยปราศจาก “รถถัง-ปืนใหญ่” เข้ามาปฏิบัติการยึดอำนาจรัฐบาลเหมือนกับยุคในอดีต แต่เป็นการปฏิวัติ-รัฐประหาร ด้วยกองทัพประชาชนขนาดใหญ่ ที่มีปัจจัยเงื่อนไขสำคัญที่ไม่เอา “ยิ่งลักษณ์” และ “ระบอบทักษิณ” เท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงการบริหารจัดการของประเทศที่ต้องสูญเสียงบประมาณหลายแสนล้านบาทจากการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้

0116

การปฏิวัติ-รัฐประหาร ในรูปแบบใหม่นี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากกองทัพทหารมาเป็นกองทัพประชาชนแทน ซึ่งจุดยืนของ ผบ.เหล่าทัพ โดยเฉพาะตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ประกาศชัดเจนมาโดยตลอดว่า กองทัพในยุคนี้ต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ต้องปล่อยให้การเมืองแก้ไขกันไปเอง แม้ว่าที่ผ่านมาจะเข้ามาก็เข้ามาในลักษณะเป็นตัวกลางเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดปัญหาลุกลามบานปลายออกเท่านั้น จึงได้ขันอาสาเข้ามาเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่าง “รัฐบาล-กปปส.” เท่านั้น

แต่กระนั้น การที่กองทัพไม่ขยับเพราะมีหลายปัจจัยไม่เอื้ออำนวย หากออกไปโดยที่เงื่อนไขยังไม่ถึง กองทัพอาจจะถูกมองเป็นผู้ร้ายในที่สุด เพราะที่ผ่านมาเมื่อทหารออกไปปฏิบัติภารกิจแล้ว ฝ่ายเมืองก็จะทอดทิ้งให้กองทัพอยู่โดดเดียวในการแก้ไขปัญหา และที่สำคัญในยุคที่ประเทศมหาอำนาจมีบทบาทสำคัญในแถบอาเซียนด้วยแล้ว การที่จะขยับตัวของ ผบ.เหล่าทัพ ในช่วงที่นานาประเทศจับตาดูอยู่ จึงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นวิธีในการแก้ไขปัญหาคือการเปิดโต๊ะเจรจาลับกันของ “รัฐบาล-กปปส.” เพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้

MThai News