เฮือกสุดท้าย สุเทพ ปิดตายกรุง! อาจไม่ราบรื่น เมื่อกลิ่นคาวเลือดโชยก่อนวันเลือกตั้ง

Home / สกู๊ปข่าว / เฮือกสุดท้าย สุเทพ ปิดตายกรุง! อาจไม่ราบรื่น เมื่อกลิ่นคาวเลือดโชยก่อนวันเลือกตั้ง

ตลอดเวลากว่า 60 วันสำหรับการชุมนุม ของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือ กปปส.ที่ขับเคลื่อนมวลชน เพื่อผลักดันให้เกิดการ “ปฏิรูปประเทศ” ก่อนการเลือกตั้ง

210

ต้องปรับแผนต่อสู้ในทุกเมื่อเชื่อวัน “ทั้งรุกและรับ” แม้จะผ่านการต่อสู้ทางแนวความคิดบนเวที “ปาฐกถา” ตลอดห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วก็ตาม ก็ยังเป็นผลให้รัฐบาล รวมทั้งตัวรักษาการณ์นายกรัฐมนตรียังบริหารบ้านเมืองได้ตามปกติ ไม่ระคายเคืองกายแม้แต่น้อย

จึงส่งผลให้การขับเคลื่อน ของกลุ่ม กปปส.ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นหัวแรงใหญ่ขับเคลื่อนครั้งนี้ ต้อง “เร่งยาแรง” ประกาศปิดกรุง ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2557 เป็นต้นไป จนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง

เพื่อหวังให้การเลือกตั้ง ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ต้องเลื่อนออกไป รวมทั้งหลีกทางให้มีการปฏิรูปประเทศตามข้อเสนอก่อน

“ยุทธศาสตร์การปิดตายกรุงเทพฯ” จึงกลายเป็นประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอย่างกว้างขวาง ของกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่แรงสะท้อนก็กลับไม่ทำให้ทางกลุ่มรวมทั้งประชาชนที่เตรียมผนึกกำลัง ชัตดาวน์กรุงเทพฯ สนใจ ยังคงเตรียมเดินหน้าทยอยเข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

แต่กระนั้นการ “เร่งอย่าแรง” ครั้งนี้อาจไม่ราบรื่นอย่างที่หลายฝ่ายคาดคิด เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงถึงขั้นสูญเสียชีวิตของผู้ชุมนุม เมื่อมีข่าวหลุดออกมาว่า จะมีการขนกองกำลังพร้อมอาวุธเข้ามายังพื้นที่กรุงเทพมหานคร เตรียมปฏิบัติการบางอย่างจากฝ่ายที่ไม่สามารถระบุได้ แผนปฏิบัติการจะเริ่มในช่วงเวลากลางคืน ตามจังหวะวันและเวลา

นั่นจึงเป็นที่น่าวิตกกังวลไม่น้อยว่า “การนองเลือด กลิ่นคาวเลือดและความสูญเสีย” อาจบังเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า เพื่อหวังนำไปสู่ปัจจัยบางอย่างของฝ่ายที่ได้รับประโยชน์ เพียงเพราะหวังผลการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ โดยใช้เงื่อนไขการสูญเสียของประชาชนเป็นเครื่องมือ คล้ายกับเมื่อปี 2553 ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

gcgfn

ส่วนการเผชิญหน้าระหว่าง กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.ที่นัดรวมพลทั่วประเทศแสดงพลัง รวมทั้งรวมตัวรอบนอกพื้นที่ กทม.ในวันเดียวกันนั้น คงมองข้ามผ่านไปได้เลยว่า จะมีการเข้าทำร้ายห้ำหั่นกันคงไม่มี เพราะแกนนำเสื้อแดงรู้ดีหากเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้นจริง จะเข้าเงื่อนไขที่ทำให้กองทัพไม่สามารถดูอยู่เฉยๆ ได้ อาจนำพาไปสู่ขั้นการปฏิวัติรัฐประหารได้

จากนี้ไปคงต้องขึ้นกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอย่าง ศอ.รส.ที่จะสามารถยับยั้งการกระทำของกลุ่มดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะการข่าวที่ผ่านมา ตำรวจในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายที่ค่อนข้างเคร่งครัด ภายใต้ข้อกำหนด พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ออกมาชี้แจงถึงการจับกุมผู้มีอาวุธ และสร้างสถานการณ์ได้ตลอดเวลา แต่ครั้งนี้การทำงานของ ผู้บังคับใช้กฎหมายจะดำเนิน ไปอย่างไร คงอยู่ที่สายตาทุกคู่ของกลุ่มมวลชนหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริง

MThai News