กฎหมาย คุณธรรม บีบ รัฐบาลปู จนตรอกจ่ายเงินจำนำข้าว

Home / การค้าการลงทุน, สกู๊ปข่าว, เศรษฐกิจ-ธุรกิจ / กฎหมาย คุณธรรม บีบ รัฐบาลปู จนตรอกจ่ายเงินจำนำข้าว

ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมของบ้านเรา จะด้วยหมอกหนาจัดของมวลอากาศเย็น หรือความมืดมนทางการเมืองและการชุมนุมของมวลมหาประชาชนก็ตาม

แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ความเดือดร้อนของชาวนาที่ยังไม่ได้เงินจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล

เนื่องเพราะเรื่องราวที่ผ่านมาเสมือน  “โยนกลอง” ไปมาระหว่าง กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) และรัฐบาล ในประเด็น เงินกู้ 1.3 แสนล้านบาท เพื่อจ่ายให้ชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินจำนวนนี้

15

ขณะที่หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ และถามถึงการขาดวินัยทางการคลัง แม้แต่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายธีระชัย  ภูวนารถนรานุบาล คนคุ้นเคยกับพรรคเพื่อไทยและเคยอยู่ร่วมรัฐบาล ได้วิพากษ์ว่าโครงการรับจำนำข้าวว่า

“ตอนที่ตนดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีคลัง ผมได้เสนอ ครม. กำหนดวงเงินสำหรับใช้จำนำข้าว 4.1 แสนล้านบาท ในวันที่ 13 กันยายน 2554 โดยจ่ายเงินให้แก่ชาวนาก่อน แล้วค่อยขายข้าวออกไป เพื่อ รับเงินกลับคืนมาทดแทน รัฐบาลจึงจะมีเงินที่จะจ่ายให้แก่ชาวนาในรอบที่สอง ปรากฎว่ าทางกระทรวงพาณิชย์ ไม่ยอมขายข้าวออกไปมากเท่าที่ควร

ผู้วิเคราะห์ในวงการค้าข้าวแจ้งผมว่า เหตุผลที่ไม่ค่อยยอมขายข้าวออกไป มี 2 ข้อ ข้อหนึ่ง เนื่องจากกลัวว่าถ้าขายออกไปมาก จะทำให้ราคาตลาดโลกลดต่ำ ซึ่งจะมีผลทำให้การตีราคาสต๊อกข้าวในมือมีมูลค่าลดต่ำลงไปด้วย  อีกเหตุผลหนึ่ง อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบอยู่ในขณะนี้ เมื่อไม่ยอมขายข้าวออกไป ก็ไม่มีเงินหมุนเวียนกลับมา

12

ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาดูหลังจากนี้ คือ รัฐบาลที่จะเข้ามาใหม่ จะเป็นรัฐบาลชุดเดิม  หรือเป็นรัฐบาลฝั่งตรงข้าม ถ้าเป็นรัฐบาลชุดเดิมกลับมาเชื่อว่า จะเดินหน้าการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการบริโภค ซึ่งอาจก่อให้เกิดหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นอีก จนอยู่ในระดับที่อันตราย หากเป็นฝั่งตรงข้ามเข้ามาเป็นรัฐบาล หรือ รัฐบาลคนกลาง หากเข้ามาลดนโยบายประชานิยม และเข้มงวดกับวินัยการคลังมากขึ้น อาจขึ้นภาษีเพื่อแก้ปัญหาหนี้เก่าที่มีปัญหาออกไป

แต่ไม่ว่าอย่างไร นายธีระชัย ผู้มีส่วนในโครงการรับจำนำข้าวมาก่อนหน้านี้ได้ออกโรงเตือนรัฐบาลชุดนี้ จนกระทั่งนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รักษาการณ์รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังจะดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวผิดพลาดหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ชาวนาจำนวนมากก็กำลังเดือดร้อนจริง แม้นาย “กิตติรัตน์” จะพยายามหาทางแก้ไขและเสนอกู้เงิน 1.3 แสนล้านบาท มาจ่ายให้แก่ชาวนา โดยชงเรื่องเสนอแก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่ออาศัยอำนาจกกต.ตัดสินเรื่องนี้ ด้วยกลัวว่าจะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 (3) ซึ่งระบุให้รัฐบาลรักษาการณ์ “ไม่สามารถกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ”

13

ล่าสุด กกต.แจ้งว่าไม่มีอำนาจวินิจฉัยเงินกู้ 1.3 แสนล้านบาท เป็นวิจารณญาณของรัฐบาลเอง แต่ในความพยายาม และความเป็นจริงของนายกิตติรัตน์ที่ว่า “การกู้เงิน 1.3 แสนล้านบาท ไม่ใช่เรื่องที่ไปก่อภาระผูกพันใหม่ เพราะมีการรับจำนำตั้งแต่เดือน ก.ย. 2556 มีการออกใบประทวนตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556 และชำระค่าจำนำข้าวไปแล้วจำนวนหนึ่งแล้ว เมื่อมีการยุบสภา แต่ก็ยังมีความผูกพันต่อเกษตรกร กระทรวงการคลังจึงมีหน้าที่จัดหาวงเงินมาเพื่อชำระการจำนำข้าวก็ตาม

14

เมื่อความเป็นจริงของ กกต.วินิจฉัยว่า ไม่ใช่อำนาจของตน เป็นหน้าที่รัฐบาลวินิจฉัยเอง รัฐบาลก็อยู่ในอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะในฐานะที่เป็นรัฐบาลรักษาการณ์ไม่มีอำนาจตามกฏหมาย ตามที่นักกฎหมายชี้ชัดว่า พ.ร.บ.ประกอบการเลือกตั้ง ระบุว่า “รัฐบาลรักษาการณ์จะดำเนินการอะไรนอกเหนือจากการจ่ายเงินเดือนให้ข้าราชการ ต้องขออนุมัติจาก กกต.เท่านั้น”

อย่างไรก็ตามความเป็นจริงของชาวนาไทยวัน มีแต่ใบประทวนที่ทำอย่างถุกขั้นตอน กำลังจะอดตาย ขอถามว่าเป็นความรับผิดชอบของใคร คงเหลือแค่ความกล้าหาญของรัฐบาลแล้วว่า “จะตัดสินใจอย่างไร” จะใช้หลักนิติศาสตร์ หรือหลักรัฐศาสตร์ ยอมสุ่มเสี่ยงทำผิดกฎหมาย แต่จ่ายเงินให้ชาวนา โดยยึดหลักคุณธรรม แต่ะกิดความไม่ถูกใจใครบางคน หรือบางคณะก็ตาม

ทั้งนี้ถ้าจะรอรัฐบาลใหม่ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กลุ่ม กปปส.ที่อ้างว่า เป็นรัฎฐาธิปัตย์เมื่อมีอำนาจในการปฏิรูป จะเร่งรัดจ่ายเงินให้ชาวนาทันทีนั้น ก็เป็นเพียงความฝันลมๆแล้งๆ เพราะนั่นเท่ากับฉีกรัฐธรรมนูญและรอร่างกฎหมายใหม่มารองรับ กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการ ชาวนาอดตายแน่นอน จึงขอ ถามหาสโลแกน พรรคประชาธิปัตย์ ที่นายสุเทพ เคยสังกัดและสนิทแนบแน่นมาเนิ่นนาน ที่ว่า “ประชาชนต้องมาก่อนจริง หรือการออกข่าวเพื่อช่วงชิงความเป็นต่อในเกมการเมืองนั้นจริงกว่ากัน

 ส.ศิริวาณิช

MThai News