“อาจารย์ใหญ่” คำสอนสุดท้าย “หลวงพ่อคูณ”

Home / สกู๊ปข่าว / “อาจารย์ใหญ่” คำสอนสุดท้าย “หลวงพ่อคูณ”

 คำสอนสุดท้าย “หลวงพ่อคูณ” บริจาคร่างสร้างศรัทธา “อาจารย์ใหญ่”

กูมานึกได้ว่าอยากจะสร้างบารมี… เรื่องบริจาคศพ ดีกว่าเอาไปเผาทิ้ง ให้เขาเอาไปเป็นทาน ได้เป็นครูเขา …พวกลูกหลาน เมื่อถึงเวลาที่กูหมด ลมหายใจแล้ว พวกมึงก็อย่าได้หน่วงเหนี่ยวเลย ให้เขาไปเถอะ เพราะมันจะเสียเจตนาของกู ขอให้อนุโมทนากับกู

คำกล่าวข้างต้น เป็นข้อความสั่งเสียสุดท้ายของพระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เกจิอาจารย์ชื่อดัง เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ที่ได้กล่าว ไว้เมื่อครั้นยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งหลังจากหลวงพ่อคูณได้ละสังขารมรณภาพ เมื่อเวลา 11.45 น. ของวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้มีการพูดถึงวิสัยทัศน์ การวางแผนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ หลังสิ้นลมไว้อย่างน่าสนใจ

อาจารย์ใหญ่, หลวงพ่อคูณ

โดยเฉพาะการเขียนพินัยกรรมบริจาคร่างกายให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น มอบให้กับภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ นำไปศึกษา ต่อยอดองค์ความรู้ และจากเรื่องนี้เองทำให้หลายคนถึงกับต้องอึ้ง ถึงเจตนารมณ์ของท่าน ที่ขอทำดีเพื่อส่วนรวมจนวินาทีสุดท้าย แม้ชีวิตจะจากแต่ยังทิ้งร่างกายไว้เป็นประโยชน์

การบริจาคร่างกายในเมืองไทย ไม่ค่อยเป็นที่นิยมนักในปัจจุบัน แม้จะมีโฆษณาเชื้อเชิญจากสื่อหลายแขนง ก็ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจ เพราะยังมีคนคิดติดกับความเชื่อเดิมๆ ที่ปลูกฝังมาตั้งแต่อดีตอยู่ว่า หากบริจาคไปแล้ว เกิดชาติหน้าร่างกายจะไม่สมประกอบ หรือพิกลพิการไป แต่อันที่จริงหากมองในมุมกลับลองตรองอีกนิดการบริจาคร่างกาย ถือเป็น “กายวิทยาทาน” มีคุณูปการต่อวงการแพทย์อย่างยิ่ง

อาจารย์ใหญ่, หลวงพ่อคูณ

การบริจาคร่างกาย คือ การบริจาคทั้งร่างหลังจากเสียชีวิต เพื่อนำร่างกายของผู้เสียชีวิตให้นักศึกษาแพทย์ทำการศึกษา โดยส่วนใหญ่จะมีอายุยืนประมาณ 75 ปี และร่างที่นำไปศึกษาต้องมีอวัยวะครบ อีกทั้งต้องเสียชีวิตด้วยภาวะปกติ เช่น ชราภาพ เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากการบริจาคอวัยวะ ที่ผู้บริจาคมีเจตนาบริจาคเฉพาะอวัยวะภายในที่ใช้ประโยชน์ได้

เช่น หัวใจ ตับ ปอด ไต ฯลฯ เพื่อนำไปปลูกถ่ายช่วยเหลือผู้ป่วยที่อวัยวะเสื่อมสภาพ เมื่อแพทย์ทำผ่าตัดนำอวัยวะไปปลูกถ่ายแล้ว จะตกแต่งร่างของ ผู้บริจาคให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย และมอบให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนา และผู้ตายต้องเสียชีวิตด้วยภาวะสมองตายเท่านั้น อาทิ การบาดเจ็บที่สมองอย่างรุนแรง เส้นเลือดแตกในสมอง เนื้องอกในสมอง เป็นต้น

ผู้บริจาคร่างอุทิศเพื่อการศึกษา การวิจัย และการรักษาทางการแพทย์ จะถูกเรียกว่าอาจารย์ใหญ่ โดยอาจารย์ใหญ่คนแรกของไทย คือ พระยาอุปกิตศิลปสาร ครูผู้เขียนตำราภาษาไทย โดยท่านได้กล่าววาทะอมตะหลังได้อุทิศตนในครั้งนั้นว่า “ฉันเป็นครู ตายแล้วขอเป็นครูต่อไป” ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของอาจารย์ใหญ่ ที่ได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับวงการแพทย์ไทยอย่างมหาศาลมาจวบถึงทุกวันนี้

อาจารย์ใหญ่, หลวงพ่อคูณ, พระยาอุปกิตศิลปสาร

แน่นอนการบริจาคร่าง เพื่อเป็นอาจารย์ใหญ่ ฟังดูแล้วอาจจะเหมือนเรื่องยุ่งยากน่าปวดหัว แต่ขั้นตอนนั้นทำได้ง่ายๆ เพียงมีอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้น ไป กรณีที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ต้องได้รับความ ยินยอมจากผู้ปกครองเป็นลายลักษณ์อักษร นำเอกสารรูปถ่ายหน้าตรง ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป, สำเนาบัตรประชาชน หรือ สำเนาบัตรข้าราชการ 1 ฉบับ

เดินทางไปพร้อมญาติ หรือคนรู้จักที่สามารถเป็นพยานได้ไปที่ ศูนย์รับบริจาคร่างกาย (กรุงเทพ และปริมณฑล) อาทิ ศาลาทินฑัต โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ปทุมวัน กรุงเทพฯ, ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาล ศิริราช เป็นต้น หรือจะขอบริจาคผ่านไปรษณีย์ก็สามารถทำได้ด้วยการส่งแบบฟอร์มพร้อมเอกสารไปยังที่อยู่ดังกล่าวข้างต้น

ส่วนในต่างจังหวัดสามารถเดินทางไปยังมหาวิยาลัย หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัด เพื่อสอบถามรายต่างๆ ได้  การบริจาคร่างนี้แม้ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรม หรือมีเอกสารยืนยัน หากมีเจตจำนงค์ที่ต้องการบริจาค ก็สามารถทำได้ โดยให้ญาติเป็นผู้เขียน เอกสารแล้วส่งเอกสารให้ภาควิชาฯ เก็บไว้เป็นหลักฐาน พร้อมมอบร่างไว้ให้ศึกษาต่อไป

การบริจาคร่างกาย ได้ยินแรกๆ คงสะดุ้ง เพราะจิตสำนึก ยังระลึกพึงมโนให้รู้ถึงความเจ็บอยู่ หากแต่เปรียบผลลัพธ์ที่ตอบกลับมา มันคุ้มค่ายิ่ง การสละร่างหลังละสังขารของหลวงพ่อคูณครั้งนี้ คงเป็นอีกแสงไฟส่องจิตให้ลูกศิษย์ คิดทำดีง่ายๆ ด้วยการเดินตามแนวทางหลวงพ่อ เชื่อซิ!! อนาคตวงการแพทย์ไทยสดใสแน่ มาเถอะมาร่วมทำดีบริจาคร่างกาย ดีกว่าปล่อยมอดไหม้ ไร้ซึ้งประโยชน์ ….

ข้อมูลประกอบ จาก
http://www.sc.mahidol.ac.th/scan/thai/bodydonation.html
http://www.redcross.or.th/content/page/51